ยวินเซียงได้ยินเสียงกรีดร้องก็สลบไปในทันที
ทั้งสามคนมองอวี๋จือหนิงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมไม่เหมือนแกล้งทำ สุดท้ายก็แตกตื่น คุกเข่าลงขออภัย
“อุดปาก ลากออกไปให้หมด!” อวี๋จือหนิงเห็นแล้วก็รำคาญใจ ไอ้พวกเนรคุณ!
พ่อบ้านจางจำใจต้องเรียกคนมาลากตัวสาวใช้ทั้งสี่ออกไป แล้วจะเรียกนายหน้ามาส่งสาวใช้ชุดใหม่ แต่อวี๋จือหนิงคิดไปมาก็รู้สึกว่ายุ่งยาก โบกมือ “ไม่ต้องหานายหน้าแล้ว ถอยไปเถิด”
วันนี้ฟ้ามืดแล้ว รอให้พ้นพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
วันรุ่งขึ้น งานปักปิ่น
ในจวนเริ่มจัดเตรียมตั้งแต่เช้าตรู่
นางเพิ่งตื่นขึ้น แดงเทียนคอยปรนนิบัติ กระซิบว่า “แม่นมกู้ที่อยู่ข้างกายท่านยายแก่มาถึงตั้งแต่เช้า ให้คุณหนูตื่นแล้วไปพบคุณยายแก่”
อวี๋จือหนิงไม่แปลกใจ เมื่อคืนเกิดเรื่องวุ่นวายไม่น้อย ทางคุณยายต้องรู้แล้วแน่ นางพยักหน้า อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วรีบไปยังเรือนท่านยายอวี๋ ถึงหน้าประตูพบกับซ่งซื่อและอวี๋ชิ่นฉู่
สองคนนั้นคนหนึ่งใส่ชมพู คนหนึ่งน้ำเงิน
คนหนึ่งอ่อนโยนงดงาม อีกคนหนึ่งยังคงมีเสน่ห์เย้ายวน
หลังจากมารดาถูซื่อจากไป ห้องใหญ่ไร้ซึ่งภรรยาเอก ตระกูลอวี๋กั๋วกงจึงตกอยู่ใต้การดูแลของซ่งซื่อ
ซ่งซื่อขมวดคิ้วเอ่ยว่า “อาจือหนิงเอ๋ย ไม่ใช่ว่าสะใภ้รองจะว่าอะไรเจ้า แต่จะเพราะถูกซื่อจื่อถอนหมั้นแล้วมาลงกับสาวใช้ไม่ได้นะ ขนาดขับไล่สาวใช้ติดตามตัวถึงสี่คน ช่างเอาแต่ใจเกินไปแล้ว”
อวี๋จือหนิงก้าวเข้าประตู หันไปขมวดคิ้วใส่ซ่งซื่อ “ท่านอาสะใภ้มีอคติต่อข้ารึไม่ เหตุใดไม่ถามที่มา กลับฟันธงว่าเป็นความผิดข้า?”
ซ่งซื่อพูดไม่ออก
ทุกคนเข้าไปข้างใน อวี๋จือหนิงคารวะท่านยายอวี๋ตามธรรมเนียม กล่าวขึ้นก่อนว่า “เมื่อวานหลานสาวกำลังท่องบทกวีอยู่ในห้อง ยวินเซียงพรวดพราดเข้ามาโวยวายว่าในห้องหลานซ่อนผู้ชายไว้แล้วยังรื้อค้นไปทั่ว หลานทนไม่ไหวด่าไปไม่กี่คำ ปรากฏว่าสาวใช้สามคนนั้นไม่ฟังคำหลานเลย หลานใช้การไม่ได้ แค่เปลี่ยนคนมาปรนนิบัติ นี่ผิดด้วยหรือ?”
“แต่เมื่อคืนยวินเซียงได้ยินเข้าจริงๆ ว่าในห้องเจ้ามีคนอยู่” ซ่งซื่อหลุดปาก
อวี๋จือหนิงเลิกคิ้ว “แล้วยวินเซียงหาพบผู้ชายหรือไม่?”
ซ่งซื่อพูดไม่ออกอีกครั้ง ยวินเซียงย่อมหาไม่พบแน่
“ท่านย่า หลานไม่ได้แย่งซื่อจื่อกับน้องรองอีกแล้ว ไฉนท่านอาสะใภ้ถึงได้คุกคามไม่เลิกรา จะต้องทำลายชื่อเสียงหลานให้ได้ งานปักปิ่นวันนี้มีแขกมามากมายไม่น้อย”
อวี๋จือหนิงมีแววเย็นชาและโกรธกริ้ว
ท่านยายอวี๋เกรงใจตระกูลถู หันไปทางซ่งซื่อ “ก็แค่สาวใช้ไม่กี่คน เห็นแล้วไม่ถูกตาก็เปลี่ยนเสียก็ได้ ยังจะหาเรื่องให้หงุดหงิดแต่เช้าอีก!”
ได้ยินท่านยายอวี๋ตำหนิกลายๆ ซ่งซื่อรู้สึกอึดอัดใจนัก คร่ำครวญ “ท่านแม่ สะใภ้น้อยถูกกล่าวหาแล้ว สะใภ้น้อยดูแลจวนก็ต้องรับผิดชอบ เปลี่ยนสาวใช้สี่คนกะทันหัน สะใภ้น้อยถามด้วยความหวังดีเท่านั้น”
“พอได้แล้ว!” ท่านยายอวี๋ตวาดเบาๆ ใส่ซ่งซื่อ “รุ่งเรืองก็พลอยรุ่งเรือง เสื่อมก็พลอยเสื่อม พี่น้องในเรือนเดียวกัน ชื่อเสียงอาจือหนิงไม่ดี แล้วคุณหนูฉู่จะดีไปได้สักเพียงไหน?”
ซ่งซื่อคิดถึงงานปักปิ่นวันนี้ ก็ยอมอดกลั้นเอาไว้ ครั้นได้ยินท่านยายอวี๋พูดอีกว่า “สาวใช้สี่คนนั้นเจ้าไปหาทางอุดปาก ส่งไปให้ไกล อย่าให้กระทบชื่อเสียงคุณหนูตระกูลอวี๋ของเรา จะแต่งเข้าสกุลอ๋อง ที่ต้องห้ามที่สุดคือชื่อเสียงของครอบครัวฝ่ายมารดา”
ภายใต้คำตักเตือนของท่านยายอวี๋ ซ่งซื่อผงกศีรษะ “สะใภ้น้อยเขา้าใจ”
เวลานี้คนเฝ้าประตูมาแจ้งว่า มีแขกมาถึงจวนแล้ว
ท่านยายอวี๋ยิ้มแย้ม ตบหลังมืออวี๋จือหนิง “วันนี้เจ้าปักปิ่น ตามข้าไปต้อนรับแขก”
เรือนหน้าจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้พร้อม แม้กระทั่งเวทีงิ้วก็ตั้งไว้แล้ว ผ้าแพรแดงห้อยทั่วทั้งเรือน ช่างมงคลยิ่งนัก
ในสระยังเตรียมเรือเล็กไว้หลายลำ ข้างเรือมีสาวใช้ที่ว่ายน้ำเป็นประจำการ และคนพายเรือก็เป็นแม่นม
งานเลี้ยงนั้นตรวจตราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พักแขกชายหญิงถูกแยกห่างกันมาก ทุกที่ล้วนมีบ่าวไพร่ในจวนอวี๋คอยประจำการ เกรงว่าจะมีคนหลงทางเดินผิดที่ ไปรบกวนสตรี
หน้าระเบียงรถม้าขาดระยะ
แขกผู้มีเกียรติมาล้นหลาม ไม่นานทั่วเรือนก็เต็มไปด้วยผู้คน ท่านยายอวี๋เห็นแล้วก็สงสัย เรียกซ่งซื่อมา “วันนี้ทำไมคนมากมายเช่นนี้?”
ซ่งซื่อเองก็ฉงนฉงาย สายตาหยุดที่อวี๋จือหนิง แล้วกล่าวว่า “คาดว่ามาดูอาจือหนิงโยนลูกบอลปัก”
ท่านยายอวี๋กระจ่างแล้ว หันมองอวี๋จือหนิงที่อยู่ข้างกาย เด็กนี่กลับมีท่าทีสงบนิ่ง
“คุณหนูใหญ่อวี๋ ข้าได้ยินว่าวันนี้ท่านจะโยนลูกบอลปัก ใครรับได้ท่านก็จะแต่งด้วยหรือ?” ในฝูงชนมีหญิงสาวผู้หนึ่งถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
ในชั่วพริบตาทุกคนล้วนจับจ้องไปที่อวี๋จือหนิง
นางสวมกระโปรงยาวสีเหลืองนวลอ่อนหวาน ใบหน้างามหยาดเยิ้มประพรมแป้งบางเบา ท่ามกลางฝูงชนถือเป็นยอดหญิงงาม ครั้นพิเคราะห์การแต่งกายของนาง สวมแพรต่วนเครื่องบรรณาการ บนศอยังสวมจี้หยกไขมันแกะ คุณภาพดีเลิศ ปิ่นปักผมรูปหงส์เล็กทองคำหนักแน่นสลักสองข้าง สว่างวาววับจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
ปิ่นหงส์นี้ เป็นของที่ไทเฮาพระราชทานแก่ตระกูลถู ถูฮูหยินนำมาปักบนศีรษะอวี๋จือหนิง มีเพียงหนึ่งเดียวในหลินโจว
อวี๋จือหนิงเช่นนี้สมกับคำว่า ทรงเสน่ห์
แววตาท่านยายอวี๋สั่นไหวน้อยๆ แสร้งยิ้มแต่ไม่ปริปาก อวี๋จือหนิงอย่างไรก็เป็นหลานสาวแท้ๆ ห้องใหญ่ นางไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องจำใจยอมรับ
อวี๋จือหนิงปรากฏตัวได้รับคำชม ก็ใช่จะเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอวี๋ด้วย
“ตระกูลอวี๋อยู่ในลำดับสามกงใหญ่ ตระกูลมีหน้ามีตา วาจาใดที่เอ่ยแล้วไซร้ ย่อมไม่คืนคำ” ซ่งซื่อปรากฏตัวด้วยท่วงท่ารอดูความขบขัน
พอซ่งซื่อปรากฏตัว ด้านหลังยังตามด้วยอวี๋ชิ่นฉู่ และไม่ไกลนั่นคือเผยเหิงที่รูปร่างสูงโปร่ง สง่างามดุจหยกงามและกล้วยไม้ป่า!
ใครบ้างไม่รู้ว่าไทเฮาท่ามกลางเหล่าซื่อจื่อ โปรดปรานซื่อจื่ออ๋องจิ้งเผยเหิงที่สุด ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันพระวรกายอ่อนแอ ไร้รัชทายาท ภายภาคหน้าย่อมต้องเลือกจากเหล่าซื่อจื่อ รับเป็นโอรสบุญธรรมสืบทอดราชบัลลังก์
เผยเหิงมีโอกาสมากสุด!
ดูเถิด เผยเหิงก็ตามมาด้วย ปรากฏกายออกมา ก็ทำให้เหล่าหญิงสาวน้อยใหญ่หวั่นไหว อาบแก้มแดงซ่าน
เผยเหิงมองไปทางอวี๋จือหนิง ขมวดคิ้วพูดเสียงต่ำ “เจ้าเป็นบุตรีเอกแห่งจวนกั๋วกง ฐานะสูงศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องมาโกรธเคืองข้าแล้วทำร้ายตนเองเลย”
“ซื่อจื่อ จะไปเกลี้ยกล่อมไยอีก จวนอวี๋กั๋วกงประกาศออกไปตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่าจะกำหนดการสมรสในงานปักปิ่นของอาจือหนิง คนเราจะพูดจาไม่รักษาคำพูดไม่ได้นะ” ซ่งซื่อทักท้วง
อวี๋จือหนิงโมโหกลับหัวเราะ คิดว่าตัวเองเป็นของดีวิเศษนักหรือไร!
“ทุกท่านวางใจเถิด ขอเพียงบุรุษผู้รับลูกบอลปักไร้ซึ่งสัญญาหมั้นหมาย ที่บ้านไร้ภรรยาและอนุ ทั้งยังอายุอยู่ในวัยที่เหมาะสม ไม่ว่าฐานะเช่นไรข้าล้วนแต่ง!” อวี๋จือหนิงเชยคางขึ้น เปี่ยมด้วยความจริงจัง
เผยเหิงเห็นนางไม่ฟังคำตักเตือน ก็มีสีหน้าเยาะหยัน
ทันใดนั้นฝูงชนก็วุ่นวาย
มีคนอุทาน “นั่นมันซื่อจื่ออ๋องจิ่ง ซื่อจื่ออ๋องจิ่ง?”
“หรือว่าซื่อจื่ออ๋องจิ่งจะมาช่วงชิงลูกบอลปักด้วย?”
“นานๆ ทีซื่อจื่ออ๋องจิ่งจะแต่งเนื้อแต่งตัวดูดีหน่อย กะว่าน่าจะเพิ่งออกมาจากหอนางโลมกระมัง?”
การปรากฏตัวของซื่อจื่ออ๋องจิ่งเผยเสวียนนำพาความถากถางมากมาย
เห็นเพียงเผยเสวียนแต่งกายด้วยอาภรณ์ดำลายเมฆ ปกเสื้อและปลายแขนเสื้อปักลายเมฆด้วยไหมทอง ไหล่กว้างเอวเล็ก ก้าวยาวๆ มา ใกล้เข้ามา ผู้คนถึงได้แปลกใจว่า วันนี้เผยเสวียนแต่งตัวอย่างยิ่งใหญ่
สวมมงกุฎหยก อาภรณ์แพรแพรว เอวคาดป้ายหยกดำเหลือง แสดงถึงฐานะ
เผยเสวียนที่เอาจริงเอาจังเช่นนี้ ทุกคนเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“เจ้ามาแย่งสะใภ้หรือ?” เผยเหิงเห็นเผยเสวียนมา หน้าตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นหัวเราะเยาะว่า “ชื่อเสียงเช่นเจ้ามีหน้าไหนมา?”
เผยเสวียนเลิกคิ้ว รูปโฉมหล่อเหลาแฝงรอยยิ้มบาง “ซื่อจื่อผู้นี้จะเป็นเช่นไร เกี่ยวอะไรกับท่าน?”
“เจ้า!” เผยเหิงขมวดคิ้ว
เผยเสวียนแค่นขำ ยืนอยู่ข้างเผยเหิงกลับสูงกว่าครึ่งศีรษะ ใบหน้างดงามราวภูตพราย
หากจะว่าไป เมื่อเทียบกันแล้ว เผยเหิงกลับดูด้อยไปถนัดตา
เผยเสวียนหันกายคารวะท่านยายอวี๋ด้วยความเคารพ “ผู้น้อยคารวะท่านยายเฒ่า”
ท่านยายอวี๋เหลือบมองเผยเสวียนที่ชื่อเสียงย่ำแย่และเกกมะเหรก คิ้วขมวดหนักกว่าเดิม ทำได้เพียงเตือนตัวเองว่า เผยเสวียนอาจมาเข้าร่วมงานเลี้ยง หาได้มาร่วมชิงสะใภ้ไม่ ใบหน้านิ่งเฉยผงกศีรษะเบาๆ เป็นเชิงตอบรับ
ขณะนี้ในจวนอวี๋มีแขกมามากมายพอควร จุดสนใจยังอยู่ที่อวี๋จือหนิง
วาระมงคลของงานปักปิ่นเริ่มขึ้น ผู้ประกอบพิธีเชิญถูต้าฟูเหริน ซึ่งเป็นท่านน้าสะใภ้ของอวี๋จือหนิง ถูต้าฟูเหรินจัดวางสิ่งของเรียบร้อย อวี๋จือหนิงก้าวไปข้างหน้า โค้งเข่าคำนับ แล้วหันไปคำนับแขกโดยทั่ว
จากนั้นต่างปักปิ่นให้นาง “วันและเดือนอันเป็นมงคล เริ่มสวมหมวก พึงละทิ้งปณิธานอย่างเด็ก จงทำตามคุณธรรมดีงามของท่าน อายุยืนยาวเป็นมงคล ประสาทพรอันยิ่งใหญ่แก่เจ้า”
อวี๋จือหนิงคำนับอีกครั้ง ลุกขึ้นกลับเรือนด้านในผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
กลับมาสวมชุดกระโปรงยาวแพรโปร่งสีแดง ปรากฏกายต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง เครื่องแต่งกายนั้นทำให้ดวงตาทุกคู่ส่องประกาย
“คุณหนูใหญ่ตระกูลอวี๋งดงามล่มเมืองอย่างแท้จริง”
“หาไม่แล้ว ท่วงท่าสง่างามเช่นนี้ สมเป็นผู้ที่ใต้การอบรมสั่งสอนของท่านยายอวี๋ด้วยตนเอง ช่างโดดเด่นเหนือใคร”
ซ่งซื่อฟังต่อไปไม่ไหว กระแอมขึ้นเตือน “อาจือหนิง พิธีปักปิ่นเสร็จสิ้นแล้ว ควรโยนลูกบอลปักได้แล้วกระมัง?”
การโยนลูกบอลปักคือฉากสำคัญของวันนี้
วันนี้ตระกูลซ่งมาหลายคน น้ำมันหมูไม่รั่วไหลไปนอก ซ่งซื่อยังไงก็จะให้ลูกหลานตระกูลซ่งนำอวี๋จือหนิงกลับไปแต่งให้ได้
ส่วนจะเป็นภรรยาเอกหรืออนุ ก็ต้องดูโชคชะตาของอวี๋จือหนิงเอง