พระชายาอ๋องจิ่งพลันหยุดฝีเท้า หันไปมองสาวใช้ข้างกายด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “นี่... ท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นกำลังพูดถึงข้าหรือ?”
หลายปีมานี้ พระชายาอ๋องจิ่งคิดอยู่เสมว่าชื่อเสียงของตนดีงามยิ่ง หาเรื่องตำหนิจากภายนอกแทบไม่ได้
เหตุใดเพียงชั่วข้ามคืนจึงถูกผู้คนดูแคลนถึงเพียงนี้?
สาวใช้เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้น จึงพยักหน้า
พระชายาอ๋องจิ่งเม้มปากแน่น ไม่เอ่ยวาจา สายตาจับจ้องบิดากับบุตรชายที่คุกเข่าอยู่ใต้ระเบียง ก่อนจมสู่ห้วงความคิด
คนหนึ่งคุกเข่าหลังตรง อีกคนก้มตัวงองุ้ม นั่งไม่ติดที่ราวกับถูกไฟลน
“บ่าวเห็นว่าท่านอ๋องใกล้จะทนไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยเตือนเสียงเบา
พระชายาอ๋องจิ่งจะไม่รู้สถานการณ์ในยามนี้ได้อย่างไร หากยืดเยื้อต่อไป ผู้ที่ต้องเจ็บช้ำมีเพียงอ๋องจิ่งกับชื่อเสียงของนาง
ทางจักรพรรดิตงเหลียงมีไทเฮากดดันจนไม่ยอมผ่อนปรน ส่วนไทเฮาก็แสร้งประชวร บีบให้จวนอ๋องจิ่งยอมรับผิด วนไปวนมา สุดท้ายความผิดทั้งหมดก็ยังตกอยู่กับจวนอ๋องจิ่ง
ศึกครั้งนี้พระชายาอ๋องจิ่งยอมถอยแล้ว
นางเดินมาหาอ๋องจิ่งด้วยดวงตาแดงก่ำและสีหน้าเจ็บปวด “ท่านอ๋อง หม่อมฉันเกลี้ยกล่อมจั่วเอ๋อร์แล้ว เรื่องสมรสครั้งนี้ให้ยกเลิกไปเถิดเพคะ”
อ๋องจิ่งกินยาไปแล้ว จึงมึนงงไปทั้งตัว ทว่ายังฝืนรวบรวมสติขึ้นมาปลอบพระชายา “ไม่... ไม่ได้...”
“ท่านอ๋อง ฝืนบิดแตงให้ขาดจากขั้วก็ไม่หวาน เสวียนเอ๋อร์ไม่ชอบจั่วเอ๋อร์ มิสู้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ยังดีกว่าต้องกลายเป็นคู่แค้นกันเพคะ”
พระชายาอ๋องจิ่งสูดจมูก เสียงสะอื้นของนางทำให้อ๋องจิ่งปวดใจยิ่งนัก เขาหันไปมองเผยเสวียน “ช่างเถิด ในเมื่อเป็นดังที่เจ้าปรารถนา!”