เมื่อได้ยินดังนั้น หลินปินก็ยิ้มบาง ๆ
ชาติที่แล้ว ตอนกลับหมู่บ้านไปกวาดสุสาน เขาเคยได้ยินคนในหมู่บ้านพูดถึงว่า ลูกสาวของซุนเหว่ยซินสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นเรื่องน่ายินดีจนจัดงานเลี้ยงต่อเนื่องกันถึงสี่วัน
ตอนนั้นมีคนพูดว่า ถ้าซุนเหว่ยซินไม่ได้จ่ายเงินเปลี่ยนไปถือทะเบียนพำนักฝั่งเมือง ลูกสาวเขาก็คงไม่มีทางเข้าโรงเรียนประถมอำเภอหย่งอานได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ยุคนี้ ใครที่พอมีความสามารถอยู่บ้างต่างก็คิดอยากเปลี่ยนไปถือทะเบียนพำนักฝั่งเมือง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่ตามมา
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่เรื่องกิน คนที่ถือทะเบียนพำนักฝั่งชนบทต้องพึ่งพาตัวเอง แถมยังต้องส่งข้าวสาธารณะ
ส่วนคนที่ถือทะเบียนพำนักฝั่งเมืองล่ะ แค่มีงานทำก็ซื้อข้าวสารสวัสดิการได้ รับรองว่ามีกินไม่ว่าปีไหนจะแล้งหรือน้ำท่วม
เรื่องอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเกณฑ์ทหารหรือสมัครงาน คนที่ถือทะเบียนพำนักฝั่งเมืองก็ได้รับสิทธิ์ก่อนคนที่ถือทะเบียนพำนักฝั่งชนบทเสมอ
ถึงขั้นที่คนถือทะเบียนพำนักฝั่งชนบทจะเข้าเมืองไปทำงาน ยังต้องมีใบอนุญาตพำนักชั่วคราว ไม่อย่างนั้นก็จะถูกส่งกลับในฐานะ “คนจรจัดไร้แหล่งที่อยู่” ทั้งหมด
หลายปีมานี้ เมื่อเศรษฐกิจตลาดเริ่มต้นขึ้น เงื่อนไขที่ใช้กับคนถือทะเบียนพำนักฝั่งชนบทก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย แต่ข้อจำกัดยังคงมีอยู่ กระแสเปลี่ยนทะเบียนพำนักฝั่งชนบทเป็นฝั่งเมืองจึงไม่เคยจางหายไป
ระหว่างทางกลับ หลินปินนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา จึงเตือนอู๋กังไว้ล่วงหน้าแล้ว
ทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้อู๋กังอดทนไว้ ปล่อยให้ซุนเหว่ยซินเป็นฝ่ายโผล่หัวออกมาเอง และยอมรับว่าลูกสาวของเขาเรียนอยู่ในอำเภอ
