หวังจิ้นปู้ทรงตัวได้อย่างยากลำบาก มือทั้งสองกำพวงมาลัยเรือแน่น สายตาจ้องไปข้างหน้าไม่กล้าหันกลับ ได้แต่ตะโกน
“หวังหย่ง หวังหย่ง เป็นไงบ้าง”
หวังหย่งไม่มีกะจิตกะใจตอบ เขารีบหาเข็มทิศ
ฝนตกหนักแบบนี้ ถ้าไม่มีเข็มทิศ เขากับหวังจิ้นปู้หลงทิศขึ้นมา มีแต่ตายสถานเดียว
เขามองไปรอบ ๆ ในที่สุดก็เจอเข็มทิศที่หล่นไปอยู่ทางขวาของห้องเรือ จึงรีบคลานไปหยิบมากำไว้ในมือ
หวังจิ้นปู้ไม่ได้ยินเสียงตอบ ก็พลันตื่นตระหนก
“หวังหย่ง หวังหย่ง...”
หวังหย่งได้ยินเสียงจึงลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ตอบกลับไปว่า “อาเล็ก ผมไม่เป็นไร”
“เราเบี่ยงเส้นทางแล้ว ให้หันพวงมาลัยไปทางขวา 12 องศา”
หวังจิ้นปู้โล่งใจ รีบหมุนพวงมาลัยตามที่หวังหย่งบอก
เขามองดูมาตรวัดระยะทางในทะเล เหลืออีกแค่สามไมล์ทะเลก็จะถึงท่าเรือประมงแล้ว
อดทนอีกนิดก็ถึง!
แต่ทันใดนั้นเอง เครื่องยนต์ที่เคยส่งเสียงครืน ๆ ก็ดับลงทันที
จากนั้นความเร็วเรือก็ลดลงเรื่อย ๆ จนหยุดนิ่ง
หวังจิ้นปู้ตื่นตระหนกสุดขีด หันไปมองด้านหลัง ใจก็วูบลงทันที
เครื่องยนต์ดับตอนนี้ อีกแปดส่วนน่าจะเกิดจากการทำงานหนักเกินขีดจำกัด
ในสถานการณ์แบบนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสตาร์ตติดอีกครั้ง
หวังหย่งเห็นดังนั้นก็ชะงัก รีบถามว่า “อาเล็ก เกิดอะไรขึ้น”
“เรือทำไมไม่แล่นแล้ว”
หวังจิ้นปู้ไม่ตอบ แต่ปล่อยมือจากพวงมาลัย วิ่งออกจากห้องเรือไปทิ้งสมอ
เครื่องยนต์พัง ตอนนี้ทำได้แค่ทิ้งสมอก่อน ให้เรือทรงตัวอยู่
จากนี้ก็ได้แต่แล้วแต่ดวง!
ถ้าดวงแข็งพอ สองลุงหลานก็อาจรอดไปได้ แต่ถ้าดวงไม่แข็ง ถูกคลื่นใหญ่ซัดเรือคว่ำ ก็ต้องยอมรับชะตากรรม
