อมตะหมื่นปี มีคนรู้จักมากหน่อยผิดตรงไหน?

บทที่ 2 ป่าต้องห้าม ราชันย์อสูรต้าหวง

7 นาที· 1.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

บทที่ 2 ป่าต้องห้าม ราชันย์อสูรต้าหวง

กิเลน?

“เจ้าหมายถึง เจ้าตัวที่อยู่ในป่าต้องห้ามน่ะรึ?”

“พวกเจ้าช่างเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันเสียจริง ไม่ว่ายามใดก็คิดถึงมัน”

“ตราบใดที่มันยินยอม เจ้าก็พามันไปได้เลย”

แม้จะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่มู่หยุนเหยาก็มิได้ขัดขวาง หากมีกิเลนติดตามอยู่ข้างกายเฉินฉางอันจริง คิดว่าข้างนอกคงไม่มีใครรังแกเขาได้

“ท่านอาจารย์ เช่นนั้นศิษย์ก็จะขอตัวลา”

“อืม”

“ท่านอาจารย์อยู่เพียงลำพัง ในวันที่ไม่มีข้า ขอให้มีความสุข มีความเบิกบานใจ”

“อาจารย์ทราบแล้ว”

“ท่านอาจารย์ ต้องมีความสุขนะ!”

“อืม”

“ท่านอาจารย์…”

“ไสหัวไป!”

“ได้เลย!”

เฉินฉางอันฮัมเพลงเบาๆ ด้วยท่วงทำนองร่าเริง ก้าวเท้าอย่างเบิกบาน ในใจเริ่มวาดฝันแล้วว่า เมื่อออกไปข้างนอกแล้ว ตนจะสนุกสนานในโลกที่เต็มไปด้วยสีสันนี้อย่างไร

มู่หยุนเหยาเห็นเฉินฉางอันดีใจถึงเพียงนี้ สีหน้าก็พลันเย็นชาลง!

หมายความว่าอย่างไร?

ไอ้เด็กเวรนี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

การจากนางไปทำให้มีความสุขถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ถึงแม้จะเป็นนางไล่เขาไปเอง แต่เจ้าจะแสดงออกว่าดีใจได้อย่างไร?

ฟ่อ!

ทันใดนั้น ความเย็นวาบที่แผ่มาจากด้านหลังทำให้ร่างของเฉินฉางอันชะงัก สะท้านเย็นไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว

อยู่ด้วยกันมาหมื่นปี เฉินฉางอันย่อมคุ้นเคยกับไอเย็นนี้เป็นอย่างดี

“เฮอะ คนที่ให้ข้าไปก็คือเจ้า คนที่ไม่พอใจก็เป็นเจ้าอีก”

“ช่างเป็นสตรีที่เอาแต่ใจเสียจริง!”

คำพูดนี้เฉินฉางอันไม่มีทางกล้าพูดออกมา ได้แต่เก็บไว้ในใจ

เฉินฉางอันไม่กล้าได้ใจอีกต่อไป ได้แต่เดินอย่างสงบเสงี่ยมออกจากขอบเขตสายตาของมู่หยุนเหยา

ที่พำนักของเฉินฉางอันอยู่ไม่ไกลจากป่าต้องห้ามนัก เพียงชั่วยามธูปเดียวก็มาถึงชายขอบของป่าต้องห้ามแล้ว

ป่าต้องห้าม ตามชื่อก็รู้กันดีว่านี่คือดินแดนที่เต็มไปด้วยข้อห้าม คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งไม่กล้าบุกรุกเข้าไปในป่าแห่งนี้

เพราะว่าที่นี่ อสูรที่มีระดับต่ำที่สุดก็ยังอยู่ในขั้นห้า!

เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งระดับทะลวงเทวะของมนุษย์!

เฉินฉางอันไร้ปราณฝึกฝน แต่รู้เรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนไม่น้อยเลย

ระดับขั้นพลังในใต้หล้านี้แบ่งเป็น: ขั้นรวมพลังปราณ ขั้นหลอมหยวน ขั้นลมปราณแท้ ขั้นเหนือสามัญ ขั้นทะลวงเทวะ ขั้นแปรสภาพเทพ ขั้นทะลวงสุญตา ขั้นจอมราชัน ขั้นไร้ดับสูญ และมหาจักรพรรดิ

อาจารย์ของเฉินฉางอันก็คือหนึ่งในยอดฝีมือระดับมหาจักรพรรดิขั้นสูงสุดที่มีอยู่น้อยนิด

ป่าต้องห้าม คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้ แต่สำหรับเฉินฉางอันแล้ว กลับเหมือนเดินกลับบ้าน เดินเล่นสบายอารมณ์ เป็นอิสระอย่างยิ่ง

ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีอสูรตัวใดปรากฏตัวเลย ราวกับว่าพวกมันไม่มีตัวตนอยู่เลย

“ท่านแม่ เหตุใดพวกเราจึงต้องหลบซ่อน?”

“เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นใคร? ดูไม่มีอันตรายใดๆ เลย”

ในป่าทึบ อสูรวัยเยาว์ตัวหนึ่งแววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและสงสัย

“ไม่มีอันตราย?”

“มันคือหายนะ จำรูปร่างหน้าตาของมันไว้ หากมันปรากฏตัวที่นี่ พวกเจ้าต้องหลบหนีให้ไกลที่สุด จำได้หรือไม่?”

“เพราะเหตุใด?”

“เพราะเหตุใด? สำหรับคนอื่น ป่าต้องห้ามมีอยู่เพราะพวกเรา แต่สำหรับพวกเราแล้ว มันมีอยู่เพราะเขา!”

“อย่าถามมากนัก จำคำพูดของข้าไว้ก็พอ”

ตลอดทางเดินมา ไม่เห็นอสูรแม้แต่ตัวเดียว เฉินฉางอันก็อดถอนหายใจไม่ได้

“เฮ้อ โดดเด่นเกินไปจนไม่มีเพื่อนเลย”

“ข้าไม่ถือสาเลยสักนิด พวกเจ้ารู้สึกต่ำต้อยอะไรกัน?”

“สู้เจ้าต้าหวงของข้าดีกว่า!”

เดินไปเรื่อยๆ เฉินฉางอันก็มาถึงใจกลางของป่าต้องห้าม

ขณะนั้น ไม่ไกลนัก มีกิเลนตัวหนึ่งนอนเกียจคร้านอยู่บนพื้นกำลังหลับอยู่

รู้สึกถึงกลิ่นอายของเฉินฉางอัน เปลือกตาของกิเลนเหมือนจะขยับ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ลืม

เฉินฉางอันตรงไปนั่งลงข้างๆ ร่างกายเอนพิงกิเลน

“ต้าหวง”

เฉินฉางอันเอ่ยเสียงเบา รู้สึกได้ชัดเจนว่าเสียงหายใจของกิเลนหนักขึ้นไม่น้อย ราวกับว่าชอบใจชื่อนี้มาก!

เมื่อเห็นกิเลนยังไม่ยอมสนใจตน เฉินฉางอันจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ากับข้ารู้จักกันมาเกือบหมื่นปี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่นานเกินไปหรือไม่ ช่วงนี้มักหวนคิดถึงเรื่องในอดีต”

“ยังจำได้ไหมว่าครั้งแรกที่เราเจอกันเกิดอะไรขึ้น?”

“ข้ามองเจ้าด้วยความกระตือรือร้น เจ้าก็มองข้าด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน ข้าทักทายเจ้า เจ้าก็ดีใจจนกลืนข้าลงไป”

“จะว่าไปแล้ว เจ้ากับข้าก็ถือเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย เป็นคนสนิทของกันและกัน”

“ที่แท้ข้านี่…”

“มึงต้องการจะพูดอะไรกันแน่วะ!”

ในที่สุดกิเลนก็หมดความอดทนเสียที เพราะเรื่องในตอนนั้นไม่ค่อยจะน่าภาคภูมิใจนัก

มันกลืนเฉินฉางอันเข้าไปคำหนึ่ง ผลคือเจ้าเด็กนี่อยู่ในท้องมันหลายวันกลับไม่เป็นอะไร แถมยังบ่นงึมงำไม่จบไม่สิ้นทุกวัน

สุดท้ายยังถูกอาจารย์ของเฉินฉางอันทุบตีอย่างหนักอีกต่างหาก คิดแล้วก็น่าอาย…น่าอายยิ่งนัก!

“ข้าจะไปแล้ว”

คำพูดนี้ออกไป ร่างของกิเลนก็พลันนิ่งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นก็ยังคงหลับตาต่อ แต่กลับตอบเฉินฉางอันกลับมา

“จะแอบหนีไปเที่ยวอีกแล้วรึ?”

“อาจารย์ของเจ้าไม่ได้ปิดด่านนะ ข้ารู้สึกถึงกลิ่นอายของนางได้” กิเลนเหมือนยังไม่ตื่นเต็มที่ เสียงดูเกียจคร้าน

“ครั้งนี้ จะไปที่ที่ไกลหน่อย อาจจะไปนานเลยทีเดียว”

ที่ที่ไกลหน่อย? ไปนานเลย?

ได้ยินดังนั้น กิเลนก็พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับข้า เชิญไปได้ ไม่ส่ง”

“แต่ก่อนข้าแอบหนีไปเที่ยว เจ้ากลับดีใจนัก ครั้งนี้เป็นอะไรไป?”

“เหลวไหล ก็เมื่อก่อนอาจารย์เจ้าปิดด่าน แถมไปก็ไม่ไกล”

“เจ้าไม่รู้หรือว่าอาจารย์เจ้าตั้งกฎอะไรไว้กับพวกเรา? เจ้าตายไม่เป็น แต่ข้ายังอยากมีชีวิตต่อไป!”

ถึงแม้กิเลนจะเป็นราชันย์แห่งป่าต้องห้าม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามู่หยุนเหยาก็ไม่กล้าบังอาจ

กฎที่นางตั้งไว้ กิเลนก็ไม่กล้าละเมิด มิเช่นนั้น ผลที่ตามมาคงคาดไม่ถึง

“วางใจเถิด อาจารย์ข้าเห็นชอบแล้ว”

“การออกไปครั้งนี้ อาจจะจากไปนาน ตัวข้าก็ต้องมีผู้แข็งแกร่งอยู่เคียงข้างคอยดูแลมิใช่หรือ”

“อาจารย์ข้าถึงกับเอ่ยปากให้เจ้าไปด้วย ต้าหวง ในใจของอาจารย์ข้า เจ้า…คือผู้แข็งแกร่ง” เฉินฉางอันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

คำพูดนี้ออกไป ใจของกิเลนก็พลันสั่นสะเทือน!

ผู้แข็งแกร่ง?

ที่แท้ในใจของนางผู้นั้น ก็เห็นว่าตัวมันเป็นผู้แข็งแกร่งแล้วหรือ?

“อาจารย์ของเจ้า…มีสายตา”

“จะไปไหน? พวกเราไปเดี๋ยวนี้เลย!” ทันใดนั้นกิเลนก็ลุกขึ้นอย่างแรง ผลักเฉินฉางอันกระเด็นออกไป

“เจ้ารีบร้อนอะไรนักหนา”

“เหลวไหล ช้าข้ากลัวอาจารย์เจ้าจะเปลี่ยนใจ”

“วางใจได้ไม่มีทาง นี่อาจารย์ไล่ข้ามาเอง เฮ้อ อยู่กันมานาน นางก็เบื่อแล้ว”

เมื่อเห็นท่าทางโศกเศร้าของเฉินฉางอันเช่นนี้ กิเลนต้าหวงก็ชะงักไป เจ้านี่ถูกไล่ในที่สุดแล้วหรือ?

“เจ้ามิใช่สมบัติล้ำค่าในใจอาจารย์หรอกหรือ? อาจารย์เจ้าเต็มใจไล่เจ้างั้นรึ?”

“เมื่อก่อนเป็นดั่งสมบัติ ตอนนี้เป็นเพียงหญ้าแห้ง ช่างเถิด อย่าได้เอ่ยถึงอีก มีแต่จะเพิ่มความเศร้า”

กิเลนก็นึกถึงเรื่องวกวนซับซ้อนพวกนั้นไม่ออก อย่างไรเสีย การได้ออกไปเที่ยวก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในใต้หล้า

“กติกาเดิมรึเปล่า?”

“กติกาเดิมอีกแล้ว? ข้าไม่อยากเป็นหมาอีกแล้ว!”

ถึงกิเลนต้าหวงจะชอบออกไปเที่ยว แต่มันก็รู้ดีว่ารูปลักษณ์ของมันเช่นนี้ไม่สะดวกที่จะออกไป

แต่ก่อนตอนแอบหนีไปกับเฉินฉางอัน ล้วนแปลงร่างเป็นหมาสีน้ำตาล แต่พอนานเข้า กิเลนก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

ข้าเป็นถึงกิเลน ออกไปทีไรโดนเรียกว่าไอ้หมา ไอ้หมา กิเลนอย่างข้าไม่ต้องรักษาหน้าตาบ้างหรือ?

“นี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ก็เพื่อสะดวกในการเดินทางมิใช่หรือ” เฉินฉางอันยิ้มพลางปลอบ

“เฉินฉางอัน เจ้ายังเห็นข้าเป็นพวกไม่เคยออกไปนอกบ้านหรือ?”

“ชาวบ้านเขามีขี่ม้า ขี่ลา ขี่อสูร”

“ก็มีแต่มึงนี่แหละ ออกไปทีไรขี่หมา!”

“ไม่ได้ ครั้งนี้ ข้าพูดอะไรก็ไม่ยอมเป็นหมาอีกแล้ว”

“จะให้ข้าเป็นก็เป็นไปเองเถอะ ข้าจะขี่มึง!”

“ให้ตายเถอะ ก็เป็นพี่น้องกัน จะแบ่งแยะเป็นของใครทำไม?”

“ค่อยว่ากันไป คุยกันไป ดีไหม?”

“เรื่องอื่นเจรจากันได้ทั้งนั้น แต่ข้าไม่เป็นหมา”

“ได้ๆ ไม่เป็น ไม่เป็นหมา”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com