“เอี๊ยด—!”
เสียงเบรกดังแสบแก้วหู รถบรรทุกทหารคันใหญ่เปื้อนฝุ่นของลุงจางก็หยุดกะทันหัน ห่างจากประตูกองพันหมาป่าโลหิตราว 50 เมตร
ยางรถเสียดสีกับพื้นกรวดแข็งในทะเลทรายโกบีจนทิ้งรอยดำไว้สองเส้น กลิ่นยางไหม้คละคลุ้งไปทั่วอากาศ
“น้องสาว ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากไปส่งถึงข้างในนะ แต่ข้างหน้าเป็นเขตหวงห้ามทางทหารแล้ว”
ลุงจางปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก แล้วชี้ไปยังค่ายทหารอันเคร่งขรึมที่ล้อมด้วยลวดหนาม
“เห็นไหม ปืนกลบนหอเฝ้ายามติดตั้งไว้พร้อมแล้ว ถ้าพี่ขับไปอีกก้าวโดยไม่มีคำสั่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับเดินไปเป็นเป้านิ่ง”
กู่อวี่มองผ่านกระจกหน้ารถออกไป
หอเฝ้ายามสูงตระหง่านสองแห่งจับจ้องผืนดินเบื้องล่างราวกับดวงตาเหยี่ยว หน้าประตูมีทหารยามสี่นายถือปืนพร้อมรบ ยืนตัวตรงสง่าราวต้นสน ไอคุกคามที่แผ่ออกมาทำให้สัมผัสได้แม้อยู่ไกลลิบ
ที่นี่คือกองพันหมาป่าโลหิต
ที่นี่คือสถานที่ที่ผู้ชายคนนั้นอยู่
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่จาง ที่เหลือพวกเราจะเดินไปเอง”
กู่อวี่เปิดประตูรถแล้วกระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว
แม้จะนั่งรถกระแทกกระเทือนมาตลอดทาง แต่แววตาของเธอกลับยิ่งแจ่มชัด ราวกับคมมีดที่กำลังจะถูกชักออกจากฝัก
“เด็ก ๆ ลงรถ!”
กู่อวี่เดินไปที่กระบะท้าย อุ้มเด็กตัวเล็กทั้งหกคนที่ห่อตัวด้วยผ้าฝ้ายจนมิดลงมาทีละคน
เด็กทั้งหกคนกับแมวป่าที่ชื่อ “ต้าเมา” ซึ่งระแวดระวังตัวยิ่งกว่าเด็ก ๆ เสียอีก ยืนเรียงแถวอยู่ริมถนนอย่างเป็นระเบียบ
ลมพัดแรงจนผมแห้งกรอบของซานหนิวปลิวกระเซิง ทั้งยังพัดชายเสื้อของต้าเป่าจนสะบัดดังพรึ่บพรับ
“แม่ ที่นั่นเป็นที่ที่พ่ออยู่เหรอครับ? ดูน่ากลัวจัง”
อู่เป่าหดคอ ที่นี่มีแต่กลิ่นดินปืนลอยอยู่ในอากาศ จมูกไว ๆ ของเขาจึงรู้สึกไม่คุ้นชิน
“น่ากลัวก็ถูกแล้ว ถ้าไม่น่ากลัว จะข่มขวัญปีศาจกับภูตผีตามชายแดนได้ยังไงล่ะ?”