รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวของเทียร์ก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังดินแดนศักดินาของตระกูลคาร์ลิสตั้งแต่เช้าตรู่
“รู้สึกประหม่าไหม”
บนรถม้า ลาเนียร์มองเทียร์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“ข้าก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร”
เทียร์ส่ายหน้า เขาไม่ใช่คนพื้นเมืองของโลกนี้อย่างสมบูรณ์ แม้จะเติบโตมานอกเมือง แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวเหล่าขุนนางโดยสัญชาตญาณเหมือนสามัญชนทั่วไป
ตอนแรกที่รู้ว่าตนเองมีสายเลือดของตระกูลคาร์ลิส เขารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าหลังจากความรู้สึกนั้นผ่านพ้นไป ในใจก็ไม่ได้เหลืออารมณ์พิเศษใด ๆ
รู้สึกราวกับร่ำรวยขึ้นชั่วข้ามคืนหรือ ไม่เลย
แม้ชาติที่แล้วเทียร์จะไม่ใช่เจ้าพ่อแห่งวงการทุน แต่ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่สืบทอดกันมายาวนาน ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับคำว่ายากจนอยู่แล้ว
ชาตินี้ แม้ครอบครัวของเทียร์จะอาศัยอยู่ในชนบท แต่เรื่องอาหารการกินและเครื่องใช้สอย ลาเนียร์กับอีฟลีนาก็ไม่เคยปล่อยให้เทียร์ขาดแคลน
ยิ่งไปกว่านั้น เทียร์ยังพอรู้เรื่องของตระกูลคาร์ลิสอยู่บ้าง พวกเขามีฐานะสูงส่งและทรัพยากรล้ำค่ามากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบ คงไม่สุขสบายเหมือนชีวิตตอนนี้แน่
ส่วนเรื่องที่ว่าเขากลัวการแข่งขันอันโหดร้ายภายในตระกูลคาร์ลิสหรือไม่ คำตอบคือไม่
ชาติที่แล้วเทียร์เป็นทหาร จึงเห็นภาพนองเลือดจนชินตา อีกทั้งยังได้ประสบพบเห็นด้านมืดของโลกมาหลายแง่มุม เพราะฉะนั้น การทดสอบที่กำลังจะมาถึงจึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด
“ฮ่า ๆ สมกับเป็นลูกพ่อจริง ๆ”
ลาเนียร์หัวเราะเสียงดัง ทว่าในใจกลับหนักอึ้ง ในฐานะผู้ที่เคยผ่านเรื่องนี้มา เขารู้ดีว่าการแข่งขันชิงตำแหน่งประมุขตระกูลคาร์ลิสดุเดือดเพียงใด
ผู้ชนะจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแกรนด์ดุ๊ก ส่วนผู้แพ้ก็จะกลายเป็นเพียงกระดูกแห้ง ๆ
ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหัน ร่างของทั้งสามคนภายในรถโยกตามแรงสั่นสะเทือน
“เกิดอะไรขึ้น”
ลาเนียร์เปิดหน้าต่างรถแล้วตะโกนถามคนด้านนอก
“ท่านลาเนียร์ พวกเขาบอกว่าเป็นสหายของนายน้อยเทียร์ขอรับ”
เสียงของท่านเอเดิลดังมาจากด้านหน้าขบวน ลาเนียร์มองไปข้างหน้าและเห็นเงาร่างเล็ก ๆ สามร่าง
“อ้อ เป็นเจ้าหนูสามคนนั้น ลอเรนกับพวกนี่เอง”
ลาเนียร์หันศีรษะกลับเข้ามาจากหน้าต่าง แล้วหันไปมองเทียร์
เทียร์เองก็เดาได้ว่าใครมา ตั้งแต่ได้ยินคำพูดของเอเดิล เขาพยักหน้าให้ลาเนียร์ ก่อนเปิดประตูแล้วกระโดดลงจากรถม้า
เทียร์รีบวิ่งไปยังหัวขบวน และเห็นลอเรนกับอีกสองคนยืนขวางรถม้าอยู่
“พวกเจ้าสามคนไม่กลัวตายกันหรือไง”
เทียร์ดูออกว่าทั้งสามคนมาส่งเขา แม้ในใจจะซาบซึ้งอย่างยิ่ง แต่ก็ยังอดตำหนิไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงว่าการขวางรถม้าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่คนสามารถควบคุมได้โดยตรง รถม้าที่ต้องควบคุมม้าทางอ้อมนั้นหยุดได้ยากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากสามัญชนกล้าขวางรถม้าของขุนนาง ขุนนางก็อาจสั่งให้ม้าเหยียบร่างสามัญชนคนนั้นได้จริง ๆ
“พวกเราอยากมาส่งเจ้า แต่พอไปถึงบ้านก็พบว่าพวกเจ้าออกเดินทางไปแล้ว เลยต้องอ้อมมาทางลัดเพื่อมาขวางรถม้าไว้”
อาลิซากอดกล่องใบเล็กไว้แนบอกแล้วเดินมาหาเทียร์ เขาสังเกตเห็นว่าร่างของอาลิซาสั่นเทาไปหมด
ไม่ใช่แค่อาลิซา ลอเรนกับเวนเทอร์ก็สั่นเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าการขวางรถม้าครั้งนี้สร้างแรงกดดันให้พวกเขาอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังลงมือทำ เพื่อจะได้มาส่งเทียร์เป็นครั้งสุดท้าย
“พี่ใหญ่ เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
ทั้งสี่คนกล่าวคำอำลากันเป็นครั้งสุดท้าย ขณะเทียร์รับกล่องไม้มาไว้ในมือ
บนรถม้าหรูหรา เทียร์มองผ่านหน้าต่างออกไป เห็นทั้งสามคนด้านนอกโบกมือให้เขา
เงาร่างของลอเรนกับอีกสองคนเล็กลงเรื่อย ๆ ในสายตาของเทียร์ จนกระทั่งมองไม่เห็นอีกแล้ว เขาจึงละสายตาและหันมามองกล่องไม้เล็ก ๆ ในอ้อมแขน
เทียร์เปิดกล่องไม้ ภายในมีสิ่งของสามชิ้นวางอยู่
ดาบไม้ขนาดเท่าฝ่ามือที่ทำอย่างหยาบ ๆ กล้องส่องทางไกลตาเดียวขนาดเล็กประณีต และเครื่องรางที่ทำจากใบโคลเวอร์สี่แฉก
เมื่อมองสิ่งของทั้งสามในกล่อง เทียร์ก็เดาได้ไม่ยากว่าแต่ละชิ้นเป็นของใคร
ดาบไม้เล่มเล็กน่าจะเป็นฝีมือของลอเรน มันมีรูปแบบเป็นดาบตะวันออก ไม่เหมือนดาบอัศวินของโลกนี้
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เทียร์สอนวิชาดาบขั้นพื้นฐานให้ลอเรน เขาเคยใช้กิ่งไม้ขีดเขียนรูปดาบลงบนพื้น
กล้องส่องทางไกลตาเดียวน่าจะเป็นของเวนเทอร์ เทียร์ยังจำได้ว่าตอนเจอเวนเทอร์ถูกรังแกเป็นครั้งแรก เด็กคนอื่นแย่งกล้องส่องทางไกลของเขาไปก่อน เวนเทอร์จึงพยายามเข้าไปแย่งคืน แต่สุดท้ายแม้แต่แว่นตาก็ยังถูกแย่งไปด้วย
กล้องส่องทางไกลตาเดียวอันนี้เป็นของที่เทียร์ช่วยแย่งกลับมาให้ ได้ยินว่าเป็นของขวัญวันเกิดที่พ่อของเวนเทอร์มอบให้ เขาชอบมันมาก
ตอนกล้องส่องทางไกลถูกแย่งไป เวนเทอร์ซึ่งปกติเป็นคนขี้อายกลับชกพวกเด็กเกเร ทว่าเขาสู้ไม่ชนะ ไม่นึกเลยว่าเวนเทอร์จะมอบมันให้ตน
ชิ้นสุดท้ายคือใบโคลเวอร์สี่แฉก ใบโคลเวอร์สี่แฉกมีความหมายถึงโชคดีและความสุข เรื่องนี้เทียร์เป็นคนบอกนางเองเมื่อก่อน
หลังจากหยิบสิ่งของทั้งหมดออกมาดูทีละชิ้นแล้ว เทียร์ก็เก็บมันกลับลงกล่องอย่างทะนุถนอม ปิดฝากล่องและกอดไว้แนบอก
เทียร์หันไปมองทิศทางที่ลอเรนกับอีกสองคนอยู่ผ่านหน้าต่างรถม้า แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ห่างไกลกันมาก จนเขามองไม่เห็นทั้งสามคนแล้ว
ในใจของเทียร์มีความเศร้าจาง ๆ ผ่านเข้ามา ไม่รู้ว่าจากกันคราวนี้แล้ว พวกเขาจะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่
รถม้าเดินทางต่อเนื่องหนึ่งวันหนึ่งคืน พอตกค่ำ หลังจากเทียร์กับมารดาอีฟลีนารับประทานอาหารเย็นแล้ว ทั้งคู่ก็เข้านอนบนรถม้า
แม้โลกนี้จะยังไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม แต่ด้วยเวทมนตร์ สิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างกลับล้ำหน้ากว่าโลกที่เทียร์เคยอาศัยอยู่เสียอีก
เพียงแต่ของเหล่านี้ล้วนมีราคาแพงมาก มีเพียงเหล่าขุนนางและพ่อค้าผู้มั่งคั่งบางคนเท่านั้นที่ได้ใช้
ดังนั้นรถม้าคันนี้จึงนั่งสบายทีเดียว แม้จะนั่งมาทั้งวันทั้งคืน แถมยังต้องนอนในพื้นที่คับแคบเช่นนี้หนึ่งคืน เทียร์กลับไม่รู้สึกไม่สบายตัวเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น เทียร์นั่งอยู่บนก้อนหิน กอดชามใบใหญ่ไว้ขณะกินอาหารเช้า
ทันใดนั้น เหล่าอัศวินที่กำลังกินอาหารอยู่ก็หยุดมือ แล้วมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
เทียร์รีบลุกขึ้นและคิดจะวิ่งไปหาบิดามารดา แม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าอัศวินระแวดระวังย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
ทว่าเขายังไม่ทันได้ขยับ ลาเนียร์ผู้เป็นบิดา อีฟลีนาผู้เป็นมารดา และเหล่าอัศวินจำนวนมากก็ลงมือก่อนแล้ว
พลังเวทมหาศาลทะลักออกมาจากร่างของลาเนียร์ เขายื่นมือคว้า ดาบมารสีดำสนิทเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นเงาพร่าและหายวับไป
อีฟลีนาก็เคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน แสงสีทองไหวระริกอยู่ในดวงตาทั้งสอง ก่อนคลื่นวงแหวนสีทองจะกระจายออกจากร่างของนางและก่อตัวเป็นม่านเวทสีทอง ปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องเทียร์ บนร่างของเขามีม่านแสงสีทองจาง ๆ ส่องประกาย นั่นคือพรคุ้มครองที่อีฟลีนามอบให้เขาเป็นพิเศษ
“เทียร์ มาหาแม่เร็ว”
อีฟลีนาอ้าแขนออก เทียร์รู้สึกได้ว่ามีพลังบางอย่างดึงร่างของตน ก่อนจะลอยเข้าไปในอ้อมแขนของอีฟลีนาโดยตรง
