“ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนดังขึ้นอีกสามนัด
ทุกนัดเล็งไปที่เส้นเอ็นแขนขาของสวี่รุ่ย ตอนนี้เขาหมอบคว่ำอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวด
เจียงหรานเงยหน้ามองเธอ
หลินปู้อวี่เดินมาตรงหน้าเขา แล้วหมุนตัวบังเขาไว้ด้านหลังทันที “มันกล้าทำกับนายแบบนี้ ก็ไม่มีเหตุผลต้องปล่อยมันไว้ และยิ่งไม่จำเป็นต้องให้นายมือเปื้อน”
เธอตัวเตี้ยเกินกว่าจะบังเจียงหรานได้มิด เขาก้มมองขวัญผมของเธอ แววสังหารที่ซ่อนอยู่ลึกในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป
พอได้ยินคำพูดนั้น สวี่รุ่ยก็ไม่สนใจจะโอดครวญอีก เขาเหงื่อท่วมหน้า พยายามยื่นมือไปคว้าขากางเกงเจียงหราน “พี่หราน ผมขอร้องล่ะ ไว้ชีวิตผมด้วย”
ปืนพกของหลินปู้อวี่จ่ออยู่ที่หน้าผากเขาแล้ว เธอเรียก “เจียงหราน”
เจียงหรานขานรับจากด้านหลัง
หลินปู้อวี่พูดว่า “เบิกตาดูให้ดี ดูให้เห็นว่าคนที่เคยเหยียดหยามนาย กำลังหวาดกลัวจนสิ้นใจยังไง”
เจียงหรานมองอยู่ตลอด
หลินปู้อวี่ค่อย ๆ เหนี่ยวไก สวี่รุ่ยจ้องเธอเขม็ง
พอได้ยินคำพูดของเธอ สวี่รุ่ยก็กลัวจนฉี่ราดอีกครั้ง เขาสั่นไปทั้งตัว น้ำมูกน้ำตาเลอะเทอะไปหมด “ขอร้องล่ะ ปล่อยผมไปเถอะ ขอร้องล่ะ”
เจียงหรานเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของสวี่รุ่ยอย่างชัดเจน ภาพของสวี่รุ่ยที่กำลังหวาดผวาอยู่ตรงหน้า ซ้อนทับกับภาพในอดีตของมันที่เคยวางอำนาจสูงส่ง สั่งให้คนอื่นถอดเสื้อผ้าเขาจนหมด แล้วโยนเขาออกจากสถานพักพิงไปทิ้งไว้กลางถนน
ตอนที่เขาถูกสวี่รุ่ยเหยียดหยามและย่ำยี เขาไม่เคยหวาดกลัวเลย
มีเพียงความเกลียดชังไม่รู้จบ กับความมุ่งมั่นบ้าคลั่งที่จะทำลายทุกสิ่ง
