ชายที่เดินนำอยู่เกือบชนเจียงหรานเข้า ยังดีที่เจียงหรานเบี่ยงตัวหลบได้ทัน
“ขอโทษนะ ไม่เป็นไรใช่ไหม? ไม่ได้ชนคุณใช่ไหม?”
ชายผู้มาใหม่กวาดตามองเจียงหราน เห็นอีกฝ่ายมีบุคลิกโดดเด่น ก็อดคาดเดาไม่ได้ว่าในวันสิ้นโลกเขาคงมีความสามารถไม่ธรรมดา จึงเริ่มคิดอยากผูกมิตรด้วย
ด้านหลังเขายังมีผู้ชายอีกคนกับผู้หญิงอีกคน
รวมทั้งหมดสามคน
เจียงหรานละสายตาจากชายที่เกือบชนเขา แล้วมองอีกสองคน
เขากำลังรีบตามหาหลินปู้อวี่ จึงไม่ได้คิดจะพูดคุยกับคนกลุ่มนี้ หลังหลีกทางให้ก็เดินออกไปตรง ๆ โดยไม่แม้แต่จะตอบรับคำขอโทษของอีกฝ่าย
“เชอะ ทำหยิ่งอะไรนักหนา?” ชายอีกคนที่อยู่ด้านหลังพึมพำเสียงเบา
สวี่เวยยิ้ม “จางข่าย อย่าพูดแบบนั้นเลย แต่ละคนก็มีนิสัยของตัวเอง พวกเราไม่สนิทกัน เขาจะอยากคุยกับพวกเราหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของเขา”
ชายที่ถูกเรียกว่าจางข่ายเบ้ปาก แต่ไม่ได้เถียงสวี่เวย
“นี่ พ่อหนุ่มพูดได้เข้าหูดีนี่” เซียวจิงเฉิงพิงผนังถ้ำอย่างเกียจคร้าน พลางยิ้มเอ่ย
สวี่เวยกับพวกถึงเพิ่งสังเกตว่ามีคนอื่นอยู่ในถ้ำด้วย
สวี่เวยไล่สำรวจทั้งสามคนทีละคน
ไม่ว่าจะการแต่งกายหรือบุคลิก ทั้งสามคนล้วนดูไม่ธรรมดา แม้จะด้อยกว่าชายที่เพิ่งออกไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนอ่อนแอแน่นอน
หลังหนีออกมาจากฐานที่มั่นสกปรกนั่น สวี่เวยก็คิดจะตั้งทีมเก่ง ๆ ขึ้นมาเอง ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจสร้างฐานที่มั่นได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อเจอคนมีฝีมือ เขาจึงอยากผูกมิตรด้วย ทันทีที่คิดได้ก็รีบเข้าไปทักทายเซียวจิงเฉิงกับพวก
