ซูซือหยวนคร้านจะสนใจทั้งสองคน
หลังบอกข่าวให้พวกเขารู้แล้ว เขาก็ขับรถตรงไปสถานีตำรวจทันที
เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ เขาถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด
ซูเนี่ยนเวยเกี่ยวข้องกับเกาะสุขาวดีอย่างนั้นหรือ!
ถ้าเป็นเรื่องจริง ต่อให้ใช้เส้นสายของตระกูลซูก็คงพาเธอออกมาได้ยาก
เพราะตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน ซูเนี่ยนเวยจึงถูกคุมขังไว้ชั่วคราว ซูซือหยวนยังพอเข้าเยี่ยมเธอได้
ซูเนี่ยนเวยเพิ่งซัดข้าวกล่องไปหนึ่งกล่องอย่างตะกละตะกลาม ทั้งยังดื่มน้ำไปหนึ่งขวด ถึงได้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
พอได้ยินเสียงฝีเท้า เธอก็รีบเงยหน้ามอง
“พี่ใหญ่...” พอเห็นว่าคนที่เข้ามาคือซูซือหยวน น้ำตาก็ร่วงเผาะอย่างห้ามไม่อยู่ สีหน้าทั้งน้อยใจทั้งน่าสงสาร
เพียงสามวัน เธอก็ดูซูบโทรมลงไปเป็นสิบปี ความงดงามอ่อนเยาว์ที่เคยได้รับการประคบประหงมด้วยเงินทองหายวับไปหมด กลับเหลือเพียงริ้วรอยแห่งกาลเวลาที่สมวัยอยู่บ้าง
สภาพของเธอทำให้ซูซือหยวนปวดใจอย่างยิ่ง
เดิมทีซูซือหยวนคิดจะกอดปลอบเธอสักหน่อย
แต่พอเข้าไปใกล้ กลิ่นเหม็นฉุนก็ทำให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะกอดเธอ
ซูซือหยวนยืนห่างจากเธอหนึ่งก้าว เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เวยเวย ตกลงเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงไปพัวพันกับเกาะสุขาวดีได้”
ซูเนี่ยนเวยเองก็รู้ว่าตัวเหม็นทั้งสกปรกทั้งอับ แต่ปฏิกิริยาของพี่ชายก็ยังทำให้เธออับอายอยู่ดี
เธอพยายามข่มความไม่สบายใจในใจ พลางกำชายเสื้อไว้ น้ำตาไหลพราก “พี่ใหญ่ ฉันถูกบังคับให้พูดแบบนั้น! คนพวกนั้นข่มขู่ฉัน ถ้าไม่พูดตามที่พวกเขาต้องการก็จะปล่อยให้ฉันอดตาย!”
