บทที่ 9
ข้างกายหวังไฉ่อวิ๋นยังมีคุณนายวัยกลางคนอีกหลายคน สวมเสื้อผ้าแบรนด์หรูแต่แต่งตัวฉูดฉาดไร้รสนิยม
ตระกูลหวังสร้างตัวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พอได้จังหวะเหมาะก็โกยเงินไปหลายหมื่นล้าน นับเป็นเศรษฐีใหม่อย่างแท้จริง
เมื่อไร้รากฐานคอยค้ำจุน คนจนที่เพิ่งร่ำรวยได้ไม่กี่ปี ต่อให้พยายามวางท่าเป็นตระกูลผู้ดีแค่ไหน สันดานที่ฝังลึกก็เปลี่ยนได้ยาก
คนที่คบหากับหวังไฉ่อวิ๋นได้ ย่อมมีนิสัยและทัศนคติไม่ต่างจากเธอนัก
พวกเธอพากันเดินตามหวังไฉ่อวิ๋นเข้ามาหาเวินลิ่งอี๋กับหลินจิ่น โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่งก็เริ่มเหน็บแนมและกดขี่เวินลิ่งอี๋โดยอัตโนมัติ
“หน้าด้านจริง ๆ รับสินสอดไปแล้ว งานเลี้ยงแต่งงานก็จัดไปแล้ว ยังจะมาขอยกเลิกอีก ก่อนหน้านี้หายหัวไปไหนมา!”
“ได้ยินว่าเธอมาจากบนเขา แถมยังพ่วงตัวถ่วงมาด้วยคนหนึ่ง? สภาพอย่างเธอ คุณหวังไม่รังเกียจก็บุญหัวแล้ว ยังมีสิทธิ์อะไรไปรังเกียจคุณหวังอีก?”
“มีคนตั้งเท่าไรที่อยากแต่งกับคุณหวังเพื่อเป็นคุณนายเศรษฐี เธอนี่ไม่รู้จักเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีจริง ๆ”
หวังไฉ่อวิ๋นเชิดคางขึ้น ฟังพวกเธอดูแคลนเวินลิ่งอี๋สารพัดอย่างได้ใจ ก่อนเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ไม่ได้ถูกตระกูลซูไล่ออกมาแล้วหรือ ไม่สู้ขอร้องฉันสิ ฉันจะช่วยพูดกับพี่ชายให้ เขาจะได้ให้โอกาสพี่อีกสักครั้ง”
“แต่คราวนี้พี่ก่อเรื่องใหญ่โตจนตระกูลหวังเสียหน้า พี่ชายฉันโมโหมาก ถ้าอยากให้เขายกโทษให้ ก็ต้องคุกเข่าขอร้อง!”
หวังไฉ่อวิ๋นเพิ่งพูดจบ หลินจิ่นก็เตะเข้าที่เข่าของเธอ
จากนั้นเสียง “ตุ้บ” ก็ดังขึ้น หวังไฉ่อวิ๋นคุกเข่าตัวตรงอยู่ตรงหน้าเวินลิ่งอี๋
เสียงเข่ากระแทกพื้นกระเบื้องดังลั่น ฟังแล้วเจ็บแทน
