คนที่ถูกปฏิเสธต่างมีสีหน้าอับอายอยู่บ้าง
แต่ต่อหน้าฉินอวิ๋นอี้ พวกเขาไม่กล้าแสดงออกมา
“ฉันเอาหยกประดับกลับมาแล้ว จะไม่รบกวนงานเลี้ยงของพวกคุณแล้วนะ ลาก่อน”
หลินจิ่นไม่ชอบเสียเวลาไปกับคนที่ไม่สำคัญ
คนที่สมควรถูกสั่งสอนก็จัดการไปแล้ว ตอนนี้เธอต้องกลับไปดูว่าคุณเวินตื่นหรือยัง
ฉินอวิ๋นอี้ลุกขึ้นไปส่งเธอด้วยตัวเอง ไม่ลืมฉวยโอกาสสร้างความประทับใจต่อหน้าว่าที่นายหญิงแห่งตระกูลฉินในอนาคต เขายิ้มพลางกล่าวว่า “คุณหลิน ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยก็ติดต่อผมได้ครับ”
หลินจิ่นเพียงพยักหน้าอย่างเย็นชา ไม่พูดสักคำ แล้วพากู้เจ๋อเดินออกจากห้องรับรองไป
พอพวกเขาจากไป สีหน้าของฉินอวิ๋นอี้ก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง
เขานั่งเอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้อย่างเกียจคร้าน แพขนตาหลุบลงเล็กน้อย ซ่อนอารมณ์ในดวงตาไว้
“คุณชายฉิน คุณหลินคนนั้นเป็นใครหรือครับ ถึงกับทำให้คุณยังต้องปฏิบัติกับเธออย่างสุภาพ”
“ใช่ครับคุณชายฉิน แต่เธอหยิ่งเกินไปหรือเปล่า คุณพูดขนาดนั้นแล้ว เธอยังไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย!”
ทุกคนแทบอยากรู้จนทนไม่ไหวแล้วว่าหลินจิ่นมีภูมิหลังอย่างไร
ฉินอวิ๋นอี้ยกเปลือกตาขึ้น แววตาเย็นเยียบกว่าเดิม ริมฝีปากบางขยับเอ่ยว่า “หุบปาก”
ทุกคนถูกเขาตำหนิจนได้แต่หุบปากอย่างเจื่อน ๆ
“อย่าสอดรู้เรื่องที่พวกคุณไม่ควรรู้”
เห็นแก่ที่ทุกคนเป็นเพื่อนที่คบหากัน ฉินอวิ๋นอี้จึงเสริมคำเตือนอีกประโยค “คราวหน้าเจอเธอ ถึงจะผูกมิตรด้วยไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าไปหาเรื่องเธอ”
คนที่ได้คบหากับคุณชายฉินย่อมไม่ใช่คนโง่
