......
พอเข้ามาในบริษัท หลินเทียนสงก็ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน แค่ยืนเฉย ๆ ก็แผ่รังสีอำนาจออกมาโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ
หญิงสาวรูปร่างอวบอิ่มในชุดทำงานสีดำรีบเดินเข้ามา พอเห็นคนที่มา สีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ท่านประธาน ติดต่อคุณไม่ได้ตั้งนาน ฉันนึกว่า...”
“ออกไปทำธุระมาน่ะ” หลินเทียนสงตัดบทเธอ “เล่าสถานการณ์ของแผนกวิจัยมา”
“เอ๊ะ? ได้ค่ะ”
“เมื่อวานมีคนลาออก 8 คน ตอนนี้เหลือช่างเทคนิค 6 คนกับวิศวกร 1 คน...” เซี่ยจินซาเร่งพูดรัว ๆ เธอเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทแห่งนี้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เห็นเงินเดือนดีเลยคิดว่าอนาคตน่าจะไปได้สวย ที่ไหนได้กลับเป็นหลุมพรางชัด ๆ
ธนาคารเร่งรัดหนี้สิน บุคลากรพากันลาออก โครงการไม่มีหวัง...ทุกคนมองเห็นอนาคตของบริษัทแห่งนี้กันหมดแล้ว!
นี่มันกองปัญหาสุดเละเทะอะไรกัน ต่อให้ตัวเองเก่งแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้ ที่ยังอยู่ที่นี่ก็เพราะจรรยาบรรณในอาชีพขั้นพื้นฐานเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น...เซี่ยจินซาแอบใจหาย จากข้อมูลที่เธอสืบมา ก่อนหน้านี้บริษัทนี้เป็นแค่ขบวนการหลอกลวงเอาเงินคนอื่นเท่านั้น
ต่อให้เปลี่ยนคนยกชุดก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว
คิดถึงตรงนี้ เซี่ยจินซาก็อดสงสารชายวัยกลางคนตรงหน้าไม่ได้
“ไปดูกันเถอะ”
หลินเทียนสงฟังจบก็รู้สึกหนักใจ พาหลินฟางที่อยู่ข้าง ๆ เดินเข้าไปด้านใน
เขาเป็นใครกัน?
เซี่ยจินซาที่เห็นภาพนี้รู้สึกแปลกใจ นี่มันเวลาแบบไหนแล้ว เจ้านายยังพาคนมาด้วยอีก
หลังจากพวกเขาเดินเข้าไป
พนักงานสองสามคนที่กำลังอู้งานอยู่ในแผนกวิจัยเห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามา จึงรีบร้อนกุลีกุจอทำท่าเหมือนกำลังยุ่งกับคอมพิวเตอร์
“ท่านประธาน ผู้จัดการเซี่ย” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ
“หัวหน้าโหวอยู่ไหน?”
หลินเทียนสงขมวดคิ้วด้วยความโกรธ ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็ไม่กล้าส่งเสียงหรือสบตาเขา คนที่เริ่มต้นจากการทำเหมืองถ่านหินจะมีสักกี่คนที่ไม่ใช่ตัวตึง
“หัวหน้าโหวออกไปตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วก็ยังไม่กลับมาครับ” ชายหัวล้านครึ่งศีรษะที่พูดเมื่อครู่ตอบอย่างฝืนใจ
ความหมายที่ซ่อนอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว
หลินฟางกวาดตามองคนในห้อง มีสามสี่คนอายุไล่เลี่ยกับเขา เห็นชัดว่าเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาไม่นาน
“งั้นตามฉันมา”
หลินเทียนสงทำสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง เขาไม่ได้ทุบโต๊ะ กลับพาชายหัวล้านไปยังห้องทำงานหัวหน้าแผนก “เอาเอกสารวิจัยและพัฒนาเอนจินให้เขาดู”
เซียวเฉวียนคิดว่าตัวเองถูกพาเข้ามาเพื่อโดนซ้อมจึงโล่งอก พูดจริง ๆ เขากลัวแทบแย่
ตอนนั้นเซียวเฉวียนถึงเพิ่งสังเกตเห็นหลินฟางที่ยืนอยู่ข้างเจ้านาย “ท่านประธาน เขาเป็นใครครับ?”
“ไม่ต้องสนใจ เอาให้เขาดูก็พอ”
จะพูดอะไรได้อีก เซียวเฉวียนเปิดคอมพิวเตอร์อย่างว่าง่าย แล้วแสดงเอกสารวิจัยและพัฒนาเอนจินสงป้าทั้งหมดออกมา
——
เอนจินเกมคือชุดเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์ ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วยโมดูลเรนเดอร์ภาพ จำลองฟิสิกส์ ประมวลผลเสียง ปัญญาประดิษฐ์ และการสื่อสารผ่านเครือข่าย ช่วยให้นักพัฒนาสร้างเกมและทำให้เกมทำงานได้ เช่น เอนจินอันเรียลของอเมริกา (Unreal Engine) เอนจินเรจ (RAGE Engine) และเอนจินฟรอสต์ไบต์ของยุโรป (Frostbite Engine)......
อืม...
ชื่อฟังดูไม่เพราะเป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย
ต่อจากนี้เนื้อหาที่อ่านรู้เรื่องก็อ่านผ่าน ๆ ส่วนที่ไม่เข้าใจก็ข้ามไปได้เลย
หลินฟางเคยคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันระดับประเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัย จึงเชี่ยวชาญภาษาโปรแกรมมิงอยู่แล้ว
พอดูภาพรวมจบ
เอนจินสงป้านี่ก็แค่ของเหลือคุณภาพต่ำที่เอามาปะติดปะต่อจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ไม่มีสิทธิบัตรหรือนวัตกรรมของตัวเอง ต่อให้พัฒนาเอนจินนี้จนเสร็จก็ขายไม่ออก
ยิ่งไปกว่านั้น...ถ้าจะให้เป็นเอนจินเกมที่ได้มาตรฐาน ความคืบหน้าในการพัฒนายังไม่ถึง 30% ด้วยซ้ำ หลินฟางอ่านไปก็ยิ่งโมโห
ฟู่——
หลินฟางพยายามสงบใจที่กำลังเดือดพล่าน ของกองนี้เป็นแค่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงใหม่ ถ้าจะให้เถ้าแก่สงมีเอนจินตัวใหม่เอี่ยม ก็มีปัญหาหนึ่งที่ต้องคิด
ประสิทธิภาพของเอนจินควรเหนือกว่าเอนจินเกมยุคปัจจุบันสักแค่ไหนถึงจะพอดี
เมื่อผลกำไรแตะ 50% คนก็กล้าเสี่ยงทำเรื่องอันตราย เมื่อแตะ 100% ก็พร้อมเหยียบย่ำกฎหมายทุกข้อ และเมื่อแตะ 300% ต่อให้เสี่ยงโดนประหารก็ยังกล้าปล้นชิง!
เอนจินเกมที่ทรงพลังสามารถรองรับบริษัทมูลค่าหมื่นล้านได้สบาย ๆ แต่ตอนที่นายยังอ่อนแอ ความมั่งคั่งมหาศาลนี้กลับกลายเป็นความผิดบาป แค่มีดเชือดหมูก็เอาชีวิตนายได้แล้ว
ตอนนี้บริษัทเอนจินสงป้ามีอิทธิพลในปินไห่น้อยเกินไป จะจัดการยังไงดี
หลินฟางครุ่นคิด
——
“ไอ้ลูกชาย อย่ามัวแต่คิดมากเลย” หลินเทียนสงตบไหล่เขาเบา ๆ ด้วยสีหน้าพอใจ “ช่างของพังนี่ไปก่อนเถอะ อดนอนมาตั้งวันตั้งคืน ใครจะไหว เดี๋ยวพ่อพาไปแช่เท้าแล้วพักผ่อนให้สบาย”
หลินฟางถึงเพิ่งรู้ว่าตอนนี้เย็นแล้ว มองผ่านหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้นก็เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมืองอันคึกคัก
ในห้องทำงานเหลือแค่พวกเขาสองคน
หลินฟางยิ้มเยาะตัวเอง เมื่อครู่เขาดูเหมือนนักทะเยอทะยานที่อยากกอบโกยผลประโยชน์ให้หมด แต่ความจริงกลับยังเป็นแค่คนธรรมดาที่ยังแก้วิกฤตตรงหน้าไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว แถมยังตั้งหลักไม่มั่นด้วยซ้ำ
“พ่อ ลงไปก่อนเลย เดี๋ยวผมตามไป” หลินฟางถอดแว่น ใช้น้ำแร่บนโต๊ะลูบหน้าให้ตัวเองสงบลง
หลังจากอีกฝ่ายออกไปแล้ว
“ดาราทมิฬ สร้างเอนจินเกมขึ้นมา”
【โปรดยืนยันการแลกเปลี่ยน ต้องใช้แต้มปล้นชิง 1,000 แต้ม】
“ยกเลิก” หลินฟางพูดต่อ “สร้างเอนจินเกมที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าเอนจินอันเรียลในปัจจุบัน 300%”
【โปรดยืนยันการแลกเปลี่ยน ต้องใช้แต้มปล้นชิง 1,000 แต้ม】
“ยกเลิก”
แค่ลูกอมเม็ดเดียวก็มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน เมื่อคืนเขาคงขาดทุนยับแน่
หลินฟางเคาะโต๊ะอย่างจนใจ ดาราทมิฬนี่ทรงพลังจนน่ากลัว แต่มีเรื่องที่คาดเดาไม่ได้มากเกินไป ถ้าผิดพลาดขึ้นมาก็ไม่มีบริการหลังการขายให้ด้วยซ้ำ แถมยังสู้...ไม่ได้
นิ้วยาวเรียวหยุดลง หลินฟางคิดว่าตัวเองควรเปลี่ยนวิธีคิด เอนจินเกมนี้ไม่จำเป็นต้องให้ดาราทมิฬสร้างขึ้นมาเอง
แค่สร้างระบบซ้อนระบบก็ได้แล้ว
หลินฟางเปิดคอมพิวเตอร์ตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกาย “ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นตัวกลาง สร้างโปรแกรมอัจฉริยะที่เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ทุกชนิดในยุคนี้ และให้มันทำงานเพื่อฉันคนเดียว”
【โปรดยืนยันการแลกเปลี่ยน ต้องใช้แต้มปล้นชิง 1,000 แต้ม】
“ยกเลิก”
หลินฟางเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานนุ่ม ๆ แล้วจมอยู่กับความคิด โปรแกรมอัจฉริยะที่สร้างจากแต้มปล้นชิง 1,000 แต้มจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ อย่าบอกนะว่าถึงตอนนั้นจะกลายเป็นปัญญาประดิษฐ์ปัญญาอ่อนอีกตัว
ดูท่าทางยิ่งลงทุนมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งสูง จะทุ่มหมดหน้าตักหรือเก็บไพ่ไว้ในมือบ้างดี?
ยังมีแต้มปล้นชิงอีก 16,000 แต้ม ถ้าสำเร็จ เครือข่ายทั่วโลกก็จะกลายเป็นสวนหลังบ้านของเขา และเป็นไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุด!
ตอนนี้หลินฟางเหมือนนักพนันที่กำลังลังเลว่าจะลงเดิมพันก้อนใหญ่ดีไหม
“ไอ้ลูกชาย แกทำอะไรอยู่ข้างในน่ะ อย่าคิดสั้นนะ พ่อยังไม่กระโดดเลย” หลินเทียนสงเริ่มเคาะประตูจากด้านนอก
ข้างในไม่มีเสียงตอบกลับ
เวลาผ่านไปทีละวินาที หลินฟางที่อยู่ในห้องจู่ ๆ ก็ลุกขึ้นยืน จ้องหน้าจอตรงหน้าเขม็ง
ข้างหลังก็ไม่ได้มีทางตันสักหน่อย ได้ของโกงมาแล้วแต่ยังมัวลังเลไม่กล้าลงมือ แบบนั้นฉันจะได้มันมาทำไมกัน
