เสี่ยวจางเห็นผีสาวด้านหลังผ่านหน้าจอตรงหน้า เขาไม่กล้าหันกลับไปมอง ยืนนิ่งค้างไปทั้งตัว ความกลัวถึงขีดสุดจนไม่อาจตอบสนองอะไรได้อีก
เจียงอวี๋ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง จิบชาไปหนึ่งคำแล้วถามผีสาวอย่างเนิบช้า “จะไสหัวไปเอง หรือจะให้ฉันบังคับให้เธอไสหัวไป?”
ผีสาวหันมามองกล้องเมื่อได้ยินเสียง มุมปากฉีกกว้างไปถึงใบหู น้ำเสียงว่างเปล่าและแหลมบาดหู “หมอดูหลอกลวงเหรอ? สมัยนี้พวกหมอดูหลอกลวงหันมาไลฟ์กันแล้วหรือ? น่าขำจริง ๆ เธอคงไม่คิดหรอกนะว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอจะช่วยชีวิตเขาได้?”
“อ้อ? ไม่เชื่อเหรอ? งั้นบอกวันเกิดกับวันตายของเธอมา ฉันจะทำให้เห็นว่าตกลงฉันเป็นหมอดูหลอกลวงหรือเปล่า” เจียงอวี๋ทำท่าคำนวณด้วยนิ้ว สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ได้สิ” ผีสาวเลิกคิ้วรับคำ ทั้งยังบอกข้อมูลวันเกิดและวันตายของตัวเองให้เจียงอวี๋ฟังจริง ๆ ก่อนพูดอย่างวางท่า “ฉันไม่กลัวเธอทำนายหรอก ต่อให้ทายออกแล้วจะทำไม? ฉันมีเหตุผลที่ตามรังควานเขาอยู่แล้ว”
เจียงอวี๋ไม่สนใจเธอ หลุบตาลงแล้วคำนวณด้วยนิ้วอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็รู้ประวัติชีวิตของผีสาวได้ทั้งหมด
“จางเวยเวย อายุ 23 ปี เมื่อครึ่งปีก่อน คืนหนึ่งเธอออกไปเที่ยวตามนัด ระหว่างทางกลับได้ขึ้นแท็กซี่ของคนขับสารเลวคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“คนขับเห็นว่าเธอสวยจึงเกิดความคิดชั่วร้าย พาเธอไปชานเมืองแล้วข่มขืน
“หลังจากนั้นเขากลัวเธอจะแจ้งตำรวจ จึงลงมือฆ่าปิดปากด้วยการใช้มีดปาดคอ แล้วฝังเธอไว้ใต้ต้นไหวตรงสี่แยกแห่งนั้น
“จางเวยเวย ที่ฉันพูดมาถูกหรือเปล่า?”
หลังฟังคำพูดของเธอ ผีสาวจางเวยเวยเอียงคอมองเจียงอวี๋ในหน้าจอ เงียบไปสองวินาที ก่อนที่น้ำตาสีเลือดสองสายจะไหลออกจากดวงตากลวงโบ๋ ทำให้ดูน่าสยดสยองเป็นพิเศษ
“เธอทายถูกจริง ๆ แล้ว... ยังจะมายุ่งเรื่องคนอื่นอีกไหม? ฉันก็แค่แก้แค้นเท่านั้น มันก็สมควรแล้วนี่!”
“พูดเหลวไหล!” เจียงอวี๋ตวาดเสียงเข้ม “คดีของเธอคลี่คลายแล้ว คนขับแท็กซี่คนนั้นถูกจับและตัดสินประหารชีวิต ศพของเธอก็ถูกครอบครัวนำไปฝังอย่างสงบ เรื่องกรรมของเธอจบสิ้นแล้ว!
“แต่เพราะเจอคนขับแท็กซี่เลว ๆ คนหนึ่ง เธอกลับพาลเกลียดผู้ชายที่ขับแท็กซี่ทุกคน!
“ตลอดครึ่งปีมานี้ เธอระบายความแค้นด้วยการลงมือกับคนขับแท็กซี่ผู้ชายที่ผ่านไปมา คนขับแท็กซี่บริสุทธิ์ที่ตายด้วยน้ำมือเธอมีตั้งเจ็ดคน!
“คนขับพวกนั้นไม่ได้ทำเรื่องเลวร้าย พวกเขาก็เป็นพ่อ เป็นลูก เป็นสามีของครอบครัว แต่เพราะเธอ ครอบครัวเจ็ดครอบครัวต้องพังพินาศ!
“เสี่ยวจางตรงหน้าเธอก็บริสุทธิ์ เขาไม่มีเรื่องบาดหมางกับเธอ เพิ่งขับแท็กซี่ได้แค่ครึ่งเดือน ไม่เคยทำอะไรผิดต่อเธอ แต่เธอกลับตามรังควานเขา แถมยังคิดจะเอาชีวิตเขาอีก ช่างดื้อด้านไม่รู้จักสำนึก!”
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ชาวเน็ตต่างเดือดดาล พากันพิมพ์ด่ากระหน่ำ:
【เดี๋ยวนะ ฟังตอนแรกฉันยังนึกว่าฆาตกรคือเสี่ยวจาง เกือบจะสงสารผีสาวนี่แล้ว】
【สรุปผีสาวนี่ฆ่าคนบริสุทธิ์ไม่เลือกหน้าเหรอ? ทำไมไร้เหตุผลขนาดนี้ ใครทำร้ายเธอก็ไปหาเรื่องคนนั้นสิ!】
【นั่นสิ ฆ่าคนบริสุทธิ์ไปตั้งหลายคน สมควรวิญญาณสลายไปซะ!】
【ไม่แปลกที่พ่อฉันจะบอกว่าแถวสุสานชีหลี่ชานเมืองไม่ค่อยดี ช่วงครึ่งปีมานี้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์บ่อย คนขับแท็กซี่ผู้ชายตายไปหลายคน ที่แท้ผีสาวตนนี้ก่อเรื่องอยู่นี่เอง】
【อาจารย์ ถ้าคุณเป็นอาจารย์จริง ๆ ก็รีบจัดการมันเลย!】
“ฉันไม่สน!” จางเวยเวยไม่คิดจะใช้เหตุผลเลยแม้แต่น้อย เสียงผีกรีดร้องแหลมบาดแก้วหูจนเจ็บ
“ยังไงผู้ชายที่ขับแท็กซี่ก็เป็นคนฆ่าฉัน ฉันก็จะฆ่าคนขับแท็กซี่ผู้ชายให้หมด มีแค่นี้ถึงจะระบายความแค้นในใจได้!”
พูดจบ ไอสีดำก็พวยพุ่งออกจากตัวเธอ ยกมือเป็นกรงเล็บแล้วพุ่งเข้าใส่เสี่ยวจาง
เสี่ยวจางเหลือกตา ใกล้จะเป็นลมเพราะความกลัว จู่ ๆ แสงสีทองอ่อนก็สว่างขึ้นจากอก ราวกับเหล็กร้อนแดงที่ผลักมือผีสาวกระเด็นกลับไปในพริบตา
“นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เสี่ยวจางกลัวจนตัวชา เป้ากางเกงเปียกชุ่ม ริมฝีปากสั่นจนพูดแทบไม่เป็นคำ
เจียงอวี๋อธิบายว่า “นายห้อยของคุ้มกันไว้ที่คอ ไม่งั้นผีสาวตนนี้คงเอาชีวิตนายไปแล้ว”
เสี่ยวจางรีบคลำอกตัวเองตามคำพูดของเธอ ก่อนดึงหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากเสื้อ ดวงตาพลันเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“เป็นมัน! หยกที่แม่ยกให้ผม แม่บอกว่าให้ผู้เชี่ยวชาญในวัดทำพิธีปลุกเสกแล้ว มีพลังคุ้มครองด้วย”
ดีเลย ถ้าอย่างนั้นตราบใดที่เขาสวมหยกไว้ ผีสาวก็ทำร้ายเขาไม่ได้แล้ว
แต่เจียงอวี๋กลับถอนหายใจเบา ๆ แล้วสาดน้ำเย็นใส่ความหวังของเขา
“อย่าเพิ่งดีใจไป ผีสาวตนนี้ตามรังควานนายมานาน ไอผีบนตัวเธอกัดกร่อนแสงพุทธะในหยกของนายไปเกือบหมดแล้ว ไม่เชื่อก็ดูสิ หยกคงใกล้จะแตกแล้ว”
รอยยิ้มของเสี่ยวจางชะงัก เขาก้มลงมองอย่างละเอียด แล้วก็เห็นว่าหยกของตัวเองมีรอยร้าวเล็กใหญ่เต็มไปหมด ราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ในวินาทีถัดไป
“อ๊า! อาจารย์ ผมควรทำยังไงดี?” เสี่ยวจางเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด
เจียงอวี๋เม้มปากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลองเกลี้ยกล่อมผีสาว “จางเวยเวย หยุดเถอะ ไปยังที่ที่เธอควรไป เธอพรากชีวิตคนไปหลายคน พญายมจะลงโทษตามกฎ หลังรับโทษเสร็จ ไม่แน่ว่าเธออาจยังมีโอกาสไปเกิดใหม่ก็ได้”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ...”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเธอ ผีสาวกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน “เธอคิดว่าฉันโง่หรือไง? ฉันฆ่าคนไปตั้งมากมาย ลงไปยมโลกก็ไม่มีทางได้เกิดใหม่หรอก!
“ต่อให้ได้เกิดใหม่ ก็ต้องทนทรมานอยู่ในขุมนรกทั้ง 18 ชั้นเป็นร้อยปีหรือกระทั่งเป็นพันปี ฉันจะยอมไปได้ยังไง?”
เจียงอวี๋ถอนหายใจอย่างจนใจ เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าตัวก็รู้จุดจบของตัวเองแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องออมมืออีก
แต่...
เจียงอวี๋มองยันต์เคลื่อนย้ายที่เหลืออยู่ใบสุดท้ายในกระเป๋าแล้วรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ยันต์เคลื่อนย้ายใบนี้มีฤทธิ์เหนือธรรมดา แค่แปะลงไปก็ส่งคนข้ามระยะทางพันลี้ได้ทันที เป็นยันต์ระดับสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ทั้งการวาดและการใช้ต้องสิ้นเปลืองพลังจิตและพลังเต๋ามหาศาล
เพิ่งเริ่มรับงานก็ต้องใช้ของล้ำค่าแบบนี้แล้ว ที่สำคัญงานนี้ยังทำฟรีอีก ขาดทุนยับเลย!
“เปรี้ยง!”
ขณะที่เจียงอวี๋กำลังจะใช้ยันต์เคลื่อนย้ายพันลี้ไปช่วยเสี่ยวจาง จู่ ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นจากหน้าจออีกฝั่ง ผ่านหน้าต่างด้านหลังเสี่ยวจาง เจียงอวี๋เห็นสายฟ้าฟาดลงบนต้นไม้ด้านนอก
ลำต้นมีเปลวไฟลุกพรึบขึ้นมาหลายจุด ก่อนจะถูกฝนดับลงอย่างรวดเร็ว
เจียงอวี๋ตกใจ รีบถามว่า “เสี่ยวจาง ต้นไม้ข้างนอกนั่นคือต้นอะไร?”
เสี่ยวจางรีบหันกลับไปมองอย่างลนลาน “ต้นท้อครับ! อาจารย์ อย่าเพิ่งสนใจต้นไม้เลย รีบช่วยผมก่อน รอยร้าวบนหยกเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ใกล้จะแตกหมดแล้ว!”
เห็นได้ชัดว่าจางเวยเวยก็สังเกตเห็นแสงพุทธะบนหยกจางลงเรื่อย ๆ เธอแสยะยิ้มแล้วค่อย ๆ ลอยเข้าไปหาเสี่ยวจาง
ยิ่งเข้าใกล้ หยกในมือเสี่ยวจางก็ยิ่งมีรอยร้าวเพิ่มขึ้น แสงพุทธะยิ่งมืดลงเรื่อย ๆ
เมื่อได้ยินว่าต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าเมื่อครู่เป็นต้นท้อ เจียงอวี๋ก็ดีใจขึ้นมาทันที รีบตะโกนเสียงดังว่า “เสี่ยวจาง ไปเอามีดในครัว แล้ววิ่งออกไปข้างนอก!”
มีทางรอดแล้ว! ยันต์เคลื่อนย้ายพันลี้ของเธอรอดแล้ว!
เสี่ยวจางได้ยินดังนั้นก็ไม่ทันถามว่าทำไม เขาคว้าโทรศัพท์แล้วพุ่งเข้าไปในครัว หยิบมีดทำครัวก่อนวิ่งออกประตูไป
ทันทีที่เขาพุ่งพ้นประตู หยกตรงหน้าอกก็แตกละเอียดร่วงลงพื้น แสงพุทธะหายไปจนหมดสิ้น
“ตายซะ!” ผีสาวแผ่รังสีอำมหิตเต็มเปี่ยม กางเล็บกางเขี้ยวพุ่งเข้าใส่
“เปรี้ยง!”
ฝนด้านนอกตกกระหน่ำ เสียงฟ้าร้องระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง ชั่วพริบตาเดียว แสงฟ้าผ่าก็สว่างจ้าจนรอบด้านราวกับกลางวันแสก ๆ
“อ๊า!” ผีสาวร้องโหยหวน เหมือนจะตกใจกับสายฟ้า สีหน้าฉายแววหวาดกลัวแล้วถอยกลับเข้าไปในบ้าน
เสี่ยวจางวิ่งออกจากบ้าน ฝนที่ตกกระหน่ำสาดจนเปียกโชกไปทั้งตัวอย่างรวดเร็ว
เขาหันกลับไปเห็นว่าผีสาวไม่ได้ตามออกมา จึงอดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้ ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นถามว่า “อาจารย์ ทำไมเธอไม่ตามออกมาครับ?”
โชคดีที่โทรศัพท์ที่ซื้อมา กันน้ำได้ดี การไลฟ์จึงยังไม่ขาดตอน
เจียงอวี๋ตอบว่า “ผีเป็นสิ่งอัปมงคล ส่วนสายฟ้าเป็นสิ่งหยางบริสุทธิ์ที่สุด ทั้งสองสิ่งข่มกัน ผีตนนั้นเลยไม่กล้าออกมา ไม่อย่างนั้นถ้าถูกฟ้าผ่า ต่อให้เก่งแค่ไหนก็มีแต่ต้องวิญญาณสลาย”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” เสี่ยวจางโล่งใจขึ้น แล้วถามต่อ “แล้วต่อจากนี้ผมควรทำยังไงครับ? ผมต้องหลบไปที่ไหนถึงจะไม่ถูกเธอหาเจอ?”
เจียงอวี๋ส่ายหน้า “นายหลบไม่ได้หรอก ในเมื่อผีสาวตามรังควานนายแล้ว ต่อให้นายหนีไปสุดขอบฟ้า เธอก็หาเจออยู่ดี!”
เสี่ยวจางได้ยินแล้วขาแทบทรุดอีกครั้ง เขาพูดอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า “แล้วจะทำยังไงดีครับ? พอฝนฟ้าคะนองหยุด ผมก็ต้องตายแน่ ๆ ใช่ไหม?”
เจียงอวี๋กลับมีสีหน้าสบาย ๆ ยิ้มถามว่า “เคยได้ยินคำว่า ‘ไม้ต้องอสนีบาต’ ไหม?”
เสี่ยวจางชะงักไป ก่อนตอบว่า “เคยเห็นในนิยายครับ เขาว่าต้นพุทราหรือต้นท้อที่ถูกฟ้าผ่าเป็นของหยางบริสุทธิ์ที่สุด ใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้”
“ใช่เลย อยู่ตรงหน้านายนั่นไง” เจียงอวี๋เชิดคางขึ้น บอกให้เขามองไปข้างหน้า
