เจียงอวี๋เหลือบมองพวกเธอ แล้วพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ผีร้ายบางตนมีความแค้นแรงกล้าเกินไป จนส่งผลต่อสติและลงมือฆ่าคนไม่เลือกหน้า”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” ตู้เสี่ยวเสวี่ยขมวดคิ้วด้วยความกังวล สามสาวเกาะเจียงอวี๋กับถังโต้วโต้วแน่นราวกับเป็นเครื่องประดับติดตัว “ปรมาจารย์ทั้งสอง ช่วยปกป้องพวกเราด้วยนะคะ”
เจียงอวี๋สะบัดพวกเธอออกอย่างรำคาญ ก่อนชักกระบี่ไม้ท้อที่พกติดตัวออกมาแล้วพูดว่า “อย่าเกาะกันแน่นขนาดนั้นสิ เดี๋ยวถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา พวกเราจะขยับแขนขาไม่ถนัด”
“เอ่อ งั้นก็ได้ค่ะ” สามสาวถึงยอมปล่อยพวกเขาอย่างไม่เต็มใจ แล้วเดินตามหลังห่างไปเพียงก้าวเดียว
พวกเขาขึ้นบันไดกันต่ออีกพักหนึ่ง ระหว่างที่เดินขึ้นไป ถังโต้วโต้วก็หยุดกะทันหัน เขาเกาหัวแล้วชี้ไปยังป้ายบอกชั้นบนผนังตรงชานพักบันได ก่อนเอ่ยอย่างสงสัยว่า
“พวกเราเดินกันมาตั้งนานแล้วใช่ไหม ฉันคำนวณว่าน่าจะถึงชั้นสี่แล้วนะ ทำไมถึงยังเป็นชั้นสามล่ะ?”
ทุกคนมองไปตามนิ้วที่เขาชี้ แล้วก็เห็นป้ายกลมสีน้ำเงินติดอยู่บนผนังจริง ๆ แสงจันทร์นอกหน้าต่างส่องให้เห็นตัวเลข “3” ขนาดใหญ่บนป้ายอย่างชัดเจน
“อาจจะ...อาจจะยังไปไม่ถึงก็ได้ ขึ้นไปอีกชั้นก็ถึงแล้ว”
สามสาวพูดตะกุกตะกัก
เจียงอวี๋ไม่พูดอะไร เพียงยกคางส่งสัญญาณให้ถังโต้วโต้วเดินต่อ
ถังโต้วโต้วพึมพำอย่างหงุดหงิด ก่อนเดินนำขึ้นบันไดต่อไป
ตอนนี้หอพักทั้งตึกว่างเปล่า กลางดึกสงัดเช่นนี้ยิ่งเงียบเป็นพิเศษ ได้ยินเพียงเสียงหายใจและเสียงฝีเท้าของทุกคน จนผู้คนอดรู้สึกประหม่าและหวาดกลัวไม่ได้