แม้จะเรียกว่าห้องลับ แต่ที่จริงก็เป็นเพียงประตูบานเล็กบนทางเดินฝั่งใต้ของโรงจอดรถ เมื่อเข้าไปทางประตูแล้วเดินผ่านช่องทางแคบยาว ก็จะพบพื้นที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง
พื้นที่แห่งนี้กว้างมาก ภายในวางเตียงเรียงราย ทั้งยังมีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันครบครัน
จากแผนที่ ที่นี่เดิมเป็นโกดังใต้ห้างสรรพสินค้า หลังถูกทิ้งร้าง มนุษย์กลายพันธุ์จึงใช้เป็นที่อยู่อาศัย
มุมหนึ่งของโกดังมีอาวุธวางอยู่เป็นจำนวนมาก อาวุธเหล่านี้เองที่เปิดเผยที่อยู่ของมนุษย์กลายพันธุ์
เมื่อมีอาวุธเหล่านี้ ทหารกองพันพลร่มที่ 2 ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปปล้นร้านขายอาวุธ อย่างน้อยก็ประหยัดขั้นตอนนั้นไปได้
แต่สายตาของเสิ่นอี้กับพวกกลับไม่ได้หยุดอยู่ที่อาวุธเหล่านั้น
ตรงสุดปลายโกดัง เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งกำลังกอดเข่านั่งอยู่บนพื้น
“เด็กนี่นา!” เวินโหรวอุทาน
ในที่สุดเสิ่นอี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมทหารคนนั้นถึงเรียกเขามาดู
เด็กชายดูอายุเพียงราว 10 ขวบ ดวงตาคู่หนึ่งมีสีทองกับสีดำอยู่พร้อมกัน ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนเล็กน้อย ดวงตาสองสีจับจ้องพวกเขา ร่างกายสั่นเทาน้อย ๆ
“เฮ้!” เวินโหรวโบกมือให้เด็กชาย ก่อนเดินเข้าไปหา
เมื่อยืนตรงหน้าเด็กชาย เวินโหรวลองยื่นมือไปแตะแก้มเขา พลางพูดว่า “ไม่ต้องกลัว พวกเรา…”
ใครจะคิดว่าเด็กชายจะร้องลั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วงับมือเวินโหรวอย่างแรง
“อ๊ะ!” เวินโหรวรีบชักมือกลับ คราวนี้ไม่ได้ทำให้เธอเจ็บ แต่กลับทำให้ตกใจแทน
เด็กชายพุ่งออกไปทันที ราวกับกระต่ายที่วิ่งตรงไปยังลังเก็บอาวุธ
หงหลางรีบยกปืนขึ้นหมายจะยิง เสิ่นอี้คว้ามือเขาไว้ทันที “อย่ายิง! นั่นเด็กนะ!”
“แต่…” หงหลางกำลังจะเถียง ทว่าเด็กชายมุดเข้าไปหลบหลังลังอาวุธเสียก่อน
ที่แท้เขาไม่ได้คิดจะหยิบอาวุธไปฆ่าใคร แค่อยากหาที่ซ่อนเท่านั้น
เวินโหรวส่ายหน้าอย่างจนใจ “เขาคงตกใจมาก ต้องเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้แน่”
“ให้ตายสิ พวกเรามาฆ่ามนุษย์กลายพันธุ์ ไม่ได้มาเป็นนักบุญสักหน่อย” หงหลางตะโกน “พวกนายคงไม่ได้คิดจะปล่อยเด็กนี่ไปหรอกนะ?”
จินกังยิ้มเจื่อน “ไม่ว่ายังไง เขาก็เป็นเด็ก”
“แต่เขาก็เป็นแค่ตัวประกอบในโลกภารกิจ…”