“คิดว่าเขาเป็นยังไง?” หงหลางถามเสิ่นอี้ พลางจุดบุหรี่ให้ตัวเอง พอทำท่าจะสูบ เสิ่นอี้ก็แย่งไปเสียก่อน
พวกเขาทั้งสี่ยืนรวมกัน ส่วนเจ้าคนอ้วนยืนห่างออกไปลิบ ๆ ไม่กล้ารบกวนเวลาคุยกัน
เขารู้ดีว่า ต่อจากนี้คือช่วงเวลาตัดสินชะตาชีวิต
“ผมว่าไม่ไหว” จินกังพูด “ถึงหมอนี่จะบอกว่าที่ขี้ขลาดกลัวตายก็เพราะการรับรู้ภัยอันตราย แต่ที่นี่คือนครโลหิต เหตุผลไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือผลลัพธ์ เจ้าคนอ้วนขี้ขลาดกลัวตายเป็นเรื่องจริง แถมยังหัวทึบ พาเขาไปด้วยก็มีแต่จะเป็นภาระของเรา”
“ฉันว่าให้โอกาสเขาได้” เวินโหรวพูด “อย่างแรก เขาสัมผัสถึงอันตรายได้ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ภารกิจครั้งนี้เราไม่ได้ต้องรับมือแค่พวกมนุษย์กลายพันธุ์ แต่ยังต้องรับมือกับนักผจญภัยคนอื่นด้วย
มีเจ้าคนอ้วนอยู่ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลายอย่างก็จัดการได้
อย่างที่สอง เกราะพลังจิตของเขาก็มีประโยชน์ไม่น้อย อย่างที่สาม เราจำเป็นต้องขยายผลงานให้มากขึ้นจริง ๆ
มีเจ้าคนอ้วน เราก็ใช้ประโยชน์จากความสามารถของเขาได้ โดยไม่ต้องเสียแต้มโลหิตแม้แต่แต้มเดียว”
“อย่าคิดสวยหรูนักสิ เราต้องคุ้มครองหมอนี่ด้วย แล้วถ้าแบ่งพวกมนุษย์กลายพันธุ์ให้เขาส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับว่าพวกเราสี่คนต้องทำงานแทนคนห้าคน” หงหลางว่า
“ภารกิจที่แล้วเสิ่นอี้คนเดียวก็ทำงานแทนคนเจ็ดคนแล้ว” เวินโหรวพูด
“ดูเธอจะเชื่อมั่นในตัวฉันมากนะ” เสิ่นอี้หัวเราะ
หงหลางแทรกขึ้นว่า “อีกเดี๋ยวก็ยอมมอบตัวให้แล้วมั้ง”
เวินโหรวฟาดแส้ใส่เขาทันที
ตั้งแต่ซื้อแส้เส้นนี้มา เธอก็ติดนิสัยชอบฟาดคน เสิ่นอี้เคยล้อเธอว่า ถ้าใส่ชุดหนังด้วยคงกลายเป็นราชินีไปเลย
จินกังมองเสิ่นอี้ “ได้อย่างก็เสียอย่าง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย นายเป็นคนตัดสินใจเถอะ”
เสิ่นอี้มองท้องฟ้า ลูบคางคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เขากวักมือเรียกเจ้าคนอ้วน อีกฝ่ายก็รีบวิ่งต้วมเตี้ยมเข้ามา
“หลัวฮ่าว ในมือนายยังมีแต้มโลหิตเหลืออยู่ประมาณ 4,000 แต้มใช่ไหม?”
เจ้าคนอ้วนสะดุ้งโหยง “คุณรู้ได้ยังไง?”
เสิ่นอี้ยิ้มบาง ๆ