อันนาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ตอนเสิ่นอี้เดินเข้าไปในโบสถ์ เธอเตรียมใจไว้แล้วว่าจะเห็นเขาถูกชาวเมืองรุมทุบตีจนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หรือไม่ก็ถูกจับมัดโยนเข้าคุกใต้ดิน
เธอถึงกับเริ่มวางแผนแล้วว่าจะช่วยเสิ่นอี้ออกจากคุกอย่างไร
แต่สุดท้ายภาพที่เห็นกลับเป็นชาวเมืองส่งเสิ่นอี้ออกจากโบสถ์ด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
ไม่สิ ก็มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน
แกสเคน เด็กเสิร์ฟในโรงเตี๊ยม จ้องเสิ่นอี้เขม็งด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว “นายหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกฉันไม่ได้หรอก ฉันรู้ว่าในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ แต่เรื่องนั้นไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย”
“ก็จริง” เสิ่นอี้ยิ้มตอบ “ทุกคนที่มีความสามารถล้วนเป็นพรจากพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงหวังให้คนเหล่านี้เผยแผ่แสงสว่างของพระองค์ แต่บางคนกลับเดินไปในเส้นทางตรงกันข้าม บางคนเลือกเป็นศัตรูกับพระองค์ พวกเขาคือพลังแห่งความชั่วร้าย และสุดท้ายย่อมถูกกำจัด บางคนกลับซ่อนตัวเองไว้ ราวกับไข่มุกที่ถูกฝังกลบในผืนทราย ทำให้พรจากพระองค์ต้องสูญเปล่า ส่วนผมก็แค่ตอบรับเสียงเรียกของพระองค์ โอบกอดแสงสว่างและขับไล่ความมืด คุณจะไม่เชื่อว่าผมเป็นผู้ส่งสารของพระองค์ก็ได้ เพราะนั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือผมยึดมั่นในความศักดิ์สิทธิ์และทำตามเสียงเรียกของพระองค์ ผมมาที่นี่ตามการชี้นำของพระองค์ ในนามของพระบิดา ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้ และทำในสิ่งที่ควรทำ”
แกสเคนจ้องเสิ่นอี้อย่างเหม่อลอย
เสิ่นอี้โน้มเข้าไปกระซิบข้างหูเขา “ที่นายรู้ว่ามีคนมากมายมีความสามารถพิเศษ ก็เพราะนายเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันใช่ไหม? แต่นายไม่เคยเผชิญหน้ากับความรับผิดชอบที่ตัวเองควรแบกรับเลย ถ้านายใช้ท่าทีแบบนี้เผชิญชีวิต ต่อให้อีกนานแค่ไหนก็ไม่มีทางได้ใจอันนา”
คำพูดนี้ทำให้แกสเคนพูดไม่ออก
ต้องยอมรับว่าการตรวจจับจิตเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ
มันช่วยให้เสิ่นอี้สร้างภาพลักษณ์ลึกลับราวกับรู้ทุกสิ่งในใจชาวเมืองได้สำเร็จ ประกอบกับวิชารักษาอาการบาดเจ็บ ชาวเมืองบางส่วนก็เริ่มเชื่อแล้วว่าเขาเป็นผู้ส่งสารของพระเจ้า
หลังสร้างบารมีได้สำเร็จ เสิ่นอี้ก็กลับมาที่บ้านของอันนา เธอคว้าแขนเขาไว้แล้วถามว่า “บอกฉันมาว่าคุณทำได้ยังไง?”