เซี่ยเจาฝานกะพริบตาปริบ ๆ หลังรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด กระทั่งถึงตอนนี้นางจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ด้านหลังมีลำแสงนับสิบสายปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
เงาร่างสายแล้วสายเล่าพุ่งทะยานมาจากขอบฟ้าไกลโพ้น บ้างเหินกระบี่ บ้างเหยียบศาสตราวิเศษ บ้างมีแสงวิญญาณโอบล้อมทั่วร่าง ความเร็วเหลือเชื่อยิ่งนัก
กลิ่นอายบนร่างพวกเขาแตกต่างจากผู้อาวุโสชุดดำคนนั้นอย่างสิ้นเชิง ไม่มีกลิ่นอายโลหิตอำมหิต ทั้งยังไร้ความเย็นเยียบชวนขนลุกเช่นนั้น
ใต้ราตรีมืดมิดที่ถูกเมฆโลหิตปกคลุม ลำแสงนับสิบสายนั้นแม้ไม่เจิดจ้านัก ทว่ากลับราวกับแสงตะเกียงที่พลันสว่างขึ้นกลางความมืด เปล่งประกายให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจ
เซี่ยเจาฝานมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่า... ที่แท้ยามผู้บำเพ็ญเซียนเหินลงมาจากฟ้า ก็เท่ได้ขนาดนี้จริง ๆ
ก่อนหน้านี้นางเตรียมใจไว้แล้วว่าไม่แน่อาจต้องไปเกิดใหม่อีกครั้ง ถึงขั้นเตรียมใจว่าตนกับฮูหยินเสิ่นและคนอื่น ๆ จะได้ตายยกโขยงไปด้วยกัน
ใครจะคิดว่าเพียงชั่วพริบตา กองหนุนก็มาถึง แถมดูท่าทางจะมีที่มาไม่ธรรมดาเสียด้วย
“นี่คือผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะในตำนานหรือ?”
เซี่ยเจาฝานพึมพำเสียงเบาอย่างอดไม่ได้ พลันรู้สึกว่าความเข้าใจที่นางมีต่อโลกใบนี้ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะยังตื้นเขินเกินไป
ศึกทำลายแคว้นครั้งนี้ไม่เพียงเปิดโปงผู้บำเพ็ญมารจากลัทธิอิมหมิง บัดนี้ยังดึงดูดสำนักบำเพ็ญเซียนอย่างสำนักชิงเสวียนมาอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น จากคำพูดของคนผู้นั้นเมื่อครู่ พื้นที่ซึ่งแคว้นต้าจโจวตั้งอยู่ ดูเหมือนจะเป็นเขตที่สำนักชิงเสวียนดูแลอยู่แต่เดิม
