หลังมื้อเย็นวันนั้น ฮูหยินเสิ่นจงใจแวะมาอยู่เป็นเพื่อนเซี่ยเจาฝานพักหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่านางกังวลว่าบุตรสาวคนเล็กจะเสียใจเพราะเรื่องเผยเส้าหวาย ตอนกินข้าวยังคอยคีบอาหารใส่ชามให้ไม่หยุด
“เจาเจา ต่อไปเจ้าหนุ่มจากจวนโหวเว่ยหย่วนจะไม่ได้ก้าวเข้าจวนอัครมหาเสนาบดีแม้แต่ก้าวเดียว วางใจเถิด”
“ท่านแม่ ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ”
เซี่ยเจาฝานพูดอู้อี้ทั้งที่ในปากยังมีเนื้อทอดชิ้นหนึ่ง
นางไม่ได้รู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบอะไรจริง ๆ เสียหน่อย นางไม่ใช่คนคลั่งรักอย่างเจ้าของร่างเดิมสักหน่อย
เผยเส้าหวายไม่อาจทำให้ใจนางหวั่นไหวได้แม้แต่น้อย
ถ้าจะพูดถึงเรื่องกลุ้มใจ เมื่อเทียบกับชายสารเลวนั่นแล้ว ตอนนี้สิ่งที่นางห่วงกว่าชัด ๆ คือจะหาแต้มคุณสมบัติมาจากไหน
นี่ต่างหากคือปัญหาใหญ่ที่ค้างคาใจนางอย่างแท้จริง หลายวันมานี้นางไม่ได้ออกจากเรือน ไม่ใช่เพราะถูกกักบริเวณอีกครั้ง แต่กำลังวางแผนการใหญ่บางอย่างอยู่
แต่ก่อนจะลงมือทำการใหญ่ นางคิดว่าควรเพิ่มพูนพลังของตนให้แข็งแกร่งขึ้นเสียก่อน
โลกใบนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก มีทั้งผู้บำเพ็ญ ศาสตราวิเศษ โอสถวิญญาณ และพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่เหนือโลกปุถุชน
แม้นางจะก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณแล้ว แต่พลังขั้นหลอมปราณชั้นหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้ากองทัพที่ประกอบด้วยยอดฝีมือมากมาย เกรงว่ายังไม่เพียงพอให้เอ่ยถึง
สิ่งที่ทำให้นางหงุดหงิดที่สุดคือ ตลอดครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา นางพยายามบำเพ็ญด้วยตนเองอย่างไม่ย่อท้อ
ผลลัพธ์กลับ...
ความคืบหน้าช่างเชื่องช้าจนน่าสิ้นหวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยเจาฝานรู้สึกพ่ายแพ้อย่างหนัก
