เซี่ยจิ่นอี๋ดูจะเจ็บปวดใจอยู่ไม่น้อย ทว่าปากก็ยังอดตำหนิเขาไม่ได้
“ทั้งที่รู้ว่าตนเองบาดเจ็บ เหตุใดจึงไม่จัดการให้ดีเล่า เป็นถึงอ๋องฉินแท้ ๆ หรือไม่รู้จักห่วงใยร่างกายตนเองบ้าง?”
“ก็แค่บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น”
น้ำเสียงของอ๋องฉินสบาย ๆ เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นบาดแผลนี้อยู่ในสายตา
“หากเป็นแผลสาหัสจริง ท่านยังจะนั่งอยู่เช่นนี้ได้หรือ? แม้ท่านอ๋องจะมีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ก็ไม่ควรเอาชีวิตตนเองมาล้อเล่น”
แม้เซี่ยจิ่นอี๋จะกล่าวเช่นนั้น มือที่ลงมือกลับเบาโยนยิ่ง นางลงมือแกะผ้าพันแผลของอ๋องฉินด้วยตนเอง ก่อนทายาสมานแผลที่นางปรุงขึ้นทีละน้อย
อ๋องฉินไม่เพียงไม่แสดงความรำคาญแม้แต่น้อย กลับนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเพลิดเพลิน มุมปากมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอด
“มีจิ่นอี๋อยู่ด้วย ข้าก็ไม่กลัวบาดแผลใดทั้งนั้น”
มือของเซี่ยจิ่นอี๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอดว่า “ไม่ทราบว่าท่านอ๋องหัดพูดจาหวานหูตั้งแต่เมื่อใด หากคนนอกได้ยินเข้า เกรงว่าจะถูกครหานินทาเอาได้”
“ต่อหน้าคนนอก ข้าย่อมต้องรักษาบารมีของอ๋องฉินไว้”
อ๋องฉินหัวเราะเสียงต่ำ “แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า ไยต้องวางท่าด้วยเล่า?”
เซี่ยเจาฝานนอนฟังอยู่บนเตียงอย่างเพลิดเพลิน อดทอดถอนใจในใจไม่ได้
สมกับเป็นพี่เขยในอนาคตจริง ๆ ผู้ชายแบบนี้ดูเย็นชาไร้หัวใจ แต่พออยู่ต่อหน้าคนที่ชอบ บารมีหรือท่าทีวางอำนาจอะไรก็โยนทิ้งไปได้หมด
ทั้งสองพูดคุยกันอีกสองสามประโยค จู่ ๆ อ๋องฉินก็ถอนหายใจ
“น่าเสียดาย โอสถฟื้นคืนยิ่งใหญ่เม็ดนั้นส่งไปไม่ถึงมือเจ้า ตัวการก็คือลั่วชิงฉือ ศิษย์พี่ของเจ้า”
