เซี่ยเจาฝานฟังแล้วครุ่นคิดตาม
“นี่มันชักจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว”
นางอดพึมพำออกมาไม่ได้
หลินชางชะงักไป
“อะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไร”
เซี่ยเจาฝานรีบส่ายหน้า จะให้นางบอกหลินชางได้อย่างไรว่าตอนนี้กำลังสงสัยอย่างหนักว่ากฎฟิสิกส์ของโลกใบนี้เป็นอย่างไรกันแน่
โลกกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ หากคำนวณตามขนาดของดาวเคราะห์ทั่วไป ก็คงเกินกว่าความเข้าใจของนางไปนานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีผู้บำเพ็ญ มีกระบี่เหิน มีวิชาอาคม มีแหวนมิติ กระทั่งผู้บำเพ็ญขั้นหยวนอิงและขั้นแปรเทพที่เหาะเหินดำดินได้
นี่ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์หรือไม่วิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้ว แต่โลกทัศน์ที่นางเคยสร้างขึ้นกำลังแตกสลายเป็นผุยผงทีละน้อย
เซี่ยเจาฝานถึงกับรู้สึกเลือนรางว่า สถานที่ที่นางข้ามมิติมาอาจไม่ใช่ “โลก” อย่างที่เข้าใจกัน หากเป็นดินแดนเหนือธรรมชาติที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เพียงแต่นางใช้ชีวิตอยู่ในเขตสามัญชนชั้นล่างสุดมาโดยตลอด จึงเข้าใจผิดคิดว่าที่นี่คล้ายกับสังคมโบราณบนดาวคราม
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางก็อดเงยหน้ามองท้องฟ้าอันไกลโพ้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าขอบเขตของโลกใบนี้อยู่ที่ใดกันแน่
ขณะที่นางกำลังจะซักถามต่อ ภายในเรือเหาะพลันเกิดคลื่นปราณวิญญาณแผ่วเบาขึ้น
ปราณวิญญาณฟ้าดินรอบด้านราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด เริ่มไหลมารวมกันภายในเรือเหาะอย่างช้า ๆ
หลินชางหันไปมองทันที จากนั้นสีหน้าก็เผยแววประหลาดใจ
“สมกับเป็นผู้มีรากวิญญาณคู่ชั้นเลิศ”
“เพียงไม่ถึงครึ่งวัน ก็สามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว”
