เซี่ยเจาฝานจำต้องฝืนหยุดร่างไว้
“เคร้ง!”
เสียงโลหะกระทบกันดังแสบแก้วหู
กระบี่เหินแบบมาตรฐานของสำนักชิงหยวนพุ่งออกมาจากแหวนเก็บของ วาดเป็นเส้นโค้งอันคมกริบกลางอากาศ ก่อนพุ่งชนเหล็กแหลมสีดำเล่มนั้นอย่างรุนแรง
ทันทีที่ศาสตราวิเศษทั้งสองปะทะกัน พลังวิญญาณก็ปั่นป่วนแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่ง
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”
เพียงชั่วลมหายใจเดียว ทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันไปหลายกระบวนแล้ว
แรงสะเทือนที่เกิดจากการปะทะแต่ละครั้งสั่นสะเทือนจนเลือดลมของฮูหยินเสิ่นและคนอื่น ๆ ปั่นป่วน เสียงอื้ออึงดังไม่ขาดหู
สีหน้าของเซี่ยเจาฝานเคร่งขรึมขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดนางก็มองเห็นผู้มาเยือนได้ชัดเจน เขาเป็นนักพรตวัยกลางคนในชุดเต๋าสีดำ
ร่างของนักพรตค่อนข้างผอม ใบหน้าธรรมดาสามัญ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววเย็นชาอำมหิตที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง
ที่สำคัญที่สุด ภายใต้เนตรวิญญาณของเซี่ยเจาฝาน บนร่างของอีกฝ่ายมีไออำมหิตโลหิตเข้มข้นจนแทบจับตัวเป็นก้อนโอบล้อมอยู่
กลิ่นอายสายนี้มาจากต้นกำเนิดเดียวกับเมฆโลหิตเหนือสนามรบ
“ผู้บำเพ็ญมาร!”
ใจเซี่ยเจาฝานพลันดิ่งวูบ เป็นไปตามที่นางคาดไว้ เบื้องหลังสงครามครั้งนี้มีผู้บำเพ็ญคอยชักใยอยู่จริง ๆ
นักพรตวัยกลางคนมองนาง ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“สหายเต๋า เหตุใดต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น? ข้าเพียงอยากขอยืมของชิ้นหนึ่งจากสหายเต๋าน้อยเท่านั้น”
เซี่ยเจาฝานแค่นหัวเราะ “ตาเฒ่าอย่างเจ้าอย่าบอกนะว่าจะขอยืมหัวข้าไปใช้?”
“มุกแบบนี้มันล้าสมัยไปนานแล้ว จะเสแสร้งอะไรอีก ถ้าอยากสู้ก็บอกมาตรง ๆ”
