“สำนักชิงเสวียนบัดซบ!”
ยามนี้ผู้อาวุโสที่ก่อนหน้านี้ไล่สังหารเซี่ยเจาฝานตกอยู่ในสภาพยับเยิน เสื้อคลุมดำบนกายขาดวิ่นไปกว่าครึ่ง สีหน้าดำคล้ำถึงขีดสุด
เขาจ้องเขม็งไปยังผู้บำเพ็ญวัยกลางคนตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“วันนี้พวกเจ้าทำลายแผนการใหญ่ของลัทธิอิมหมิง วันหน้าลัทธิข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า! ไม่ช้าก็เร็ว สำนักชิงเสวียนจะถูกล้างบางจนไม่เหลือแม้แต่ไก่สักตัว!”
กล่าวจบ เขาก็บดขยี้หยกยันต์สีเลือดชิ้นหนึ่งอย่างฉับพลัน แสงสีเลือดเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา
ผู้บำเพ็ญลัทธิอิมหมิงที่ยังคงต่อสู้อยู่ตามจุดต่าง ๆ ต่างราวกับได้รับคำสั่ง พากันทิ้งคู่ต่อสู้ตรงหน้า แปรเป็นแสงดำสายแล้วสายเล่าหลบหนีไปไกล
เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้ว่าสถานการณ์ไม่อาจพลิกกลับได้แล้ว หากยังรั้งอยู่ต่อ ทุกคนคงต้องมาตายที่นี่
ส่วนเมฆโลหิตที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างผืนนั้น...ก็จำต้องทอดทิ้งไป
นั่นคือพลังเลือดและพลังวิญญาณที่ลัทธิอิมหมิงใช้เวลาหลายเดือนสะสมทีละน้อยจากสงครามครั้งนี้ เดิมทีเหลือเพียงก้าวสุดท้ายก็จะประกอบพิธีบูชายัญโลหิตได้สำเร็จ ทว่าบัดนี้กลับถูกสำนักชิงเสวียนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หัวใจของผู้อาวุโสก็แทบหลั่งเลือด
นั่นมิใช่ชีวิตคนเพียงไม่กี่ชีวิต แต่เป็นพลังของพิธีบูชายัญโลหิตที่สะสมจากสิ่งมีชีวิตหลายล้านชีวิต
“มารชั่วนอกรีต ดีแต่ใช้วาจาโอ้อวด”
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนซึ่งเป็นผู้นำของสำนักชิงเสวียนหัวเราะเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ใส่ใจคำข่มขู่ของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
