ตึกบริษัทเทคโนโลยีโม่หยุน เวลา 10 โมงเช้า ขณะนี้กำลังประชุมคณะกรรมการบริหาร
คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะคือเฉิงเทียนเสียง ส่วนที่นั่งทางขวามือเยื้องลงมาคือเฉิงอวี่ เฉิงอวี่หลับตาก้มหน้า ใบหน้าซีดขาวกับรอยคล้ำใต้ตาทำให้เขาดูหม่นหมองและอ่อนล้า
คนในห้องประชุมล้วนสวมชุดสูท มีเพียงเขาที่ใส่ชุดอยู่บ้านแขนยาวสีขาว ผมก็ยังยุ่งเหยิง
แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรกับเขา
มีเพียงเฉิงเทียนเสียงที่ขมวดคิ้ว “นายอดนอนทั้งคืนอีกแล้วหรือ?”
น้องชายคนนี้อายุน้อยกว่าเขาสิบหกปี เป็นลูกที่พ่อแม่มีตอนแก่ ทั้งสองตามใจเฉิงอวี่มาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ได้เลี้ยงจนกลายเป็นคุณชายเสเพล แต่เขาก็ชอบหมกตัวอยู่ในโลกของตัวเองมาตั้งแต่เล็ก ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง และไม่ค่อยพูด
ตั้งแต่เด็กเขาก็สนใจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นพิเศษ พอโตขึ้นก็เอาแต่จ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน
กลางวันเห็นเขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กลางคืนก็ยังเห็นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ พอฟ้าสางก็ยังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม
ปกติเขาแทบไม่กลับบ้าน เพราะในสำนักงานมีห้องพัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาได้นอนบ้างหรือเปล่า
การอดนอนทั้งคืนเป็นเรื่องปกติ เฉิงเทียนเสียงเป็นห่วงว่าร่างกายของเขาจะทนไม่ไหว เขาไม่อยากเสีย น้องชายคนนี้ไป
เมื่อได้ยินคำถาม ศีรษะที่ก้มต่ำก็ขยับตอบ แต่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมา น้ำเสียงแผ่วเบาและสั้นกระชับ “นอนแล้ว”
“นอนตอนตีหนึ่ง” เขาเสริมอีกประโยค
เฉิงเทียนเสียงประหลาดใจเล็กน้อย นับว่าแปลกจริง ๆ ปกติต่อให้ไม่อดนอนทั้งคืน เขาก็ยังต้องฝืนจนหลังตีสี่ถึงจะเข้านอน
