ศพที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดถูกลากไปไว้ตรงมุมห้องแล้วใช้ผ้าคลุมไว้ ส่วนชายหนุ่มที่ถูกควักลูกตาไปข้างหนึ่งกลับยังไม่ตาย เขาเอามือกุมตาไว้พลางคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด แต่ในเวลานี้ไม่มีใครสนใจเขาได้
ความสงบชั่วครู่นี้อยู่ได้ไม่นานนัก ราวกับเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ตั้งตัวหลังเหตุการณ์นองเลือด
ที่เยว่เผิงไม่รีบร้อนก็เพราะบังเอิญมีอาหารติดตัว เขาอาศัยกล้ามเนื้อเต็มร่างยึดโซฟาเพียงตัวเดียวในห้องไว้ ดวงตาเย็นเยียบคู่นั้นกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ไม่หยุด
เมื่อสายตาปะทะกับฮั่วหลิงเหิงที่ยังคงสงบนิ่ง เขาก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชา
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “อย่ามัวถ่วงเวลาเลย ไม่มีใครถ่วงไหวหรอก”
เยว่เผิงเชิดคางไปทางฮั่วหลิงเหิง “นายว่าเอายังไงดี”
เหตุผลที่เขาเจาะจงถามฮั่วหลิงเหิง ก็เพราะอีกฝ่ายมีอิทธิพลในห้องนี้มากกว่าตัวเขาอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้ทำให้เขาหงุดหงิดมาก โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
ฮั่วหลิงเหิงยืนตัวตรง “ค้นตัวกันเถอะ ผู้หญิงค้นผู้หญิง ผู้ชายค้นผู้ชาย”
ไม่มีใครคัดค้าน เพราะถ้าคัดค้านก็เท่ากับมีพิรุธ
ฮั่วหลิงเหิงมองหญิงสาวที่ยันกำแพงลุกขึ้นยืน คงเป็นเพราะอยู่ท่าเดิมนานเกินไปจนขาชา เธอจึงเซเล็กน้อย เขายื่นมือไปประคองแขนเธอโดยไม่รู้ตัว
สัมผัสนุ่มเนียนใต้ฝ่ามือทำให้เขาเหม่อไปชั่วขณะ พออีกฝ่ายหันมามอง เขาก็รีบชักมือกลับ
หลี่ม่านเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณค่ะ”
ท่าทีของเธอดูห่างเหินกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด เป็นเพราะสายตาเย็นชาที่เขาใช้มองเธอก่อนหน้านี้หรือเปล่า? แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย
