ผมพยักหน้า
ปากถ้ำมืดสนิท ผมค่อย ๆ ไถลลงไป
บ่อลึกแนวดิ่งเจ็ดเมตร พอผมลงไปถึง แสงฟ้าเล็ก ๆ เหนือศีรษะก็หายไป ผนังดินแนบชิดแผ่นหลัง เสื้อผ้าครูดกับผนังดังซ่า ๆ ยิ่งลงลึก อากาศก็ยิ่งอับ กลิ่นดินพิษไฟที่ยังหลงเหลือปะปนกับความชื้น ระคายคอ
พอเท้าแตะก้นบ่อ ผมก็ยังไม่ขยับ
นี่เป็นสิ่งที่เจิ้งโหย่วเต๋อสอนผม
ก่อนลงถ้ำ สิ่งแรกไม่ใช่ดูของ แต่ต้องฟังถ้ำ
ผมเอียงหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง
ด้านบนไม่มีใครพูด มีเพียงเสียงเชือกแกว่งเบา ๆ กับเสียงแผ่ว ๆ จากในผนังถ้ำ คล้ายทรายกำลังค่อย ๆ ไหลผ่านรอยแยก
ผมสบถในใจ
เสียงนี้ไม่ใช่เสียงดี
ผมส่องไฟฉายลงไป พอแสงตกกระทบ พวกขนที่สันหลังผมก็ลุกชัน
ด้านล่างไม่ใช่หินก้อนเดียว
แต่เป็นชั้นหินเต็มพื้น
หินสีเขียวคล้ำขนาดเท่ากำปั้นฝังอยู่ในดินอัดแน่น เรียงชิดกันเป็นแผ่นเรียบ ผิวหินที่โผล่พ้นดินออกมากลมมน ดูคล้ายหัวคนอยู่หลายส่วน รอยต่อมีเถ้าดำแทรกอยู่ ทั้งยังมีทรายละเอียดสีขาวหม่นปะปน
ของสิ่งนี้ไม่ได้ถูกเทลงไปอย่างสะเปะสะปะ
แต่มีคนอัดมันขึ้นมาทีละชั้น
ผมย่อตัวลง ใช้ด้ามมีดเคาะหินก้อนหนึ่ง
เสียงทึบ
ไม่ใช่เสียงหินก้อนเดียว แต่เป็นเสียงที่ทั้งชั้นกลืนลงไป
ผมเคาะก้อนที่สอง แล้วก้อนที่สาม
เสียงสะท้อนกลับมาช้า ๆ ด้านล่างกลวงอยู่ แต่ไม่มาก คล้ายมีอะไรอุดกั้นไว้
ผมแนบตัวเข้ากับผนังดิน เปลี่ยนจุดเคาะไปหลายจุด ยิ่งเคาะ ใจผมก็ยิ่งจม
เจิ้งโหย่วเต๋อถามจากด้านบนว่า “เป็นยังไงบ้าง”
ผมไม่รีบตอบ
บางคำพูดพูดส่งเดชไม่ได้ พูดเบาไปก็ทำร้ายคน พูดหนักไปก็ทำให้งานเสีย
ผมใช้นิ้วแคะรอยต่อของหิน ดินคลายตัว หินก้อนเล็กสองก้อนข้าง ๆ ก็ไหลเข้าไปด้านในทันที
ผมชักมือกลับทันควัน
“หัวหน้า แงะดื้อ ๆ ไม่ได้”
“พูดให้ชัด”
“หินไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว ลึกอย่างน้อยหนึ่งเมตร มันขบเกี่ยวกันอยู่ ด้านนอกเป็นดินอัดแน่น ด้านในมีทรายละเอียดแทรกอยู่ งัดออกก้อนหนึ่ง ก้อนข้าง ๆ ก็จะเคลื่อน พอเคลื่อนเป็นแถบ ผนังถ้ำก็รับไม่ไหว”
ด้านบนเงียบไป
ครู่หนึ่งเจิ้งโหย่วเต๋อก็พูดว่า “ขึ้นมา”
