ไข่มุกชุมนุมวิญญาณในมือไป๋หนีฉางเปล่งประกายสีหยกเขียวอ่อนโยน แสงเรืองรองไหลเวียนอยู่ภายใน ราวกับรวบรวมปราณวิญญาณทั่วฟ้าดินเอาไว้
ไข่มุกชุมนุมวิญญาณเม็ดนี้ไป๋หนีฉางได้มาจากวาสนาโดยบังเอิญ ของสิ่งนี้เหมาะจะมอบให้ไป๋อิงที่สุดแล้ว
ไป๋หนีฉางมองไป๋อิง แววตาอ่อนโยน ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “ไข่มุกชุมนุมวิญญาณเม็ดนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ดูดซับแก่นแท้ของฟ้าดินเอาไว้พอดี มันใช้แทนรากวิญญาณเดิมของเจ้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววยินดีก็วูบผ่านใบหน้าไป๋อิงในทันที จี้หยกฟื้นฟูของนางจำลองรากวิญญาณขึ้นมาได้ ต่อให้สูญเสียรากวิญญาณเดิมไป ก็ไม่ถึงกับตกอยู่ในสภาพน่าเวทนานัก เพียงแต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า ผู้อาวุโสไป๋หนีฉางจะมอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้ตน
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส!” เสียงไป๋อิงสั่นเครือเล็กน้อย อารมณ์ของนางพลุ่งพล่านอย่างเห็นได้ชัด ภายในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้งต่อผู้อาวุโส
ไป๋หนีฉางโบกมือ ก่อนกล่าวต่อว่า “ถึงไข่มุกเม็ดนี้จะล้ำเลิศเพียงใด หากเจ้าหลอมรวมมันได้ ก็จงจำไว้ว่าอย่าพึ่งพามันมากเกินไป เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ เมื่อถึงช่วงปลายแล้ว สิ่งที่ต้องอาศัยยิ่งกว่าพรสวรรค์ก็คือการฝึกฝนของตนเอง
“แม้ข้าจะมีรากวิญญาณธรรมดาที่สุด แต่ก็ยังบำเพ็ญมาจนถึงขั้นหลอมรวมกาย และห่างจากขั้นมหายานเพียงก้าวเดียว เรื่องนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าพรสวรรค์มิใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการฝึกฝนอย่างหนักวันแล้ววันเล่า รวมถึงความกล้าหาญที่ไม่ยอมถอยเมื่อเผชิญอุปสรรคนานัปการ”
ยามไป๋หนีฉางกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น ใบหน้าของนางเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อนึกถึงวันวาน นางเคยเป็นเพียงบุตรสาวของทาสรับใช้ที่ทุกคนดูแคลน กว่าจะฝ่าฟันมาจนถึงวันนี้ ต้องผ่านความยากลำบากและอันตรายนับไม่ถ้วน อาศัยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้และความพยายามไม่หยุดยั้ง จึงบำเพ็ญมาถึงขอบเขตเช่นในปัจจุบันได้
