คำพูดของไป๋ตี๋ก่อคลื่นกระเพื่อมขึ้นทันใด ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากมาย สายตาของทุกคนพากันจับจ้องไป๋อิง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เป็นมิตร ราวกับกำลังพิจารณาคนโอหังที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
“นางน่ะหรือ? จะเอาชนะผู้บำเพ็ญตนแซ่ไป๋ได้? คุยโวเสียเกินจริงไปแล้ว! ถ้าเมืองนี้ไม่มีกฎห้ามประลองกันเองเป็นการส่วนตัว ข้าคงพุ่งเข้าไปเป็นคนแรก ให้รู้เสียบ้างว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเพียงใด!” ชายร่างกำยำคนหนึ่งเอ่ยเสียงดังอย่างดูแคลน พลางกอดอก เนื้อบนใบหน้าสั่นกระเพื่อมไปตามคำพูด
“หึ ข้าเองก็อยากประลองกับนางให้รู้แล้วรู้รอด จะได้เห็นว่านางมีความสามารถแค่ไหน พอขึ้นเวทีประลองแล้ว พวกเจ้าอย่ามาแย่งข้าเชียว ข้าจะทำให้นางชดใช้ที่กล้าพูดจาโอหัง!” ชายร่างผอมเพรียวแววตาวาวโรจน์ด้วยความเหี้ยมเกรียม พลางถูมืออย่างกระตือรือร้น
ไป๋ตี๋ก้มหน้าลงเล็กน้อย เม้มปาก ท่าทางคล้ายอยากพูดแต่ก็ลังเล ก่อนเอ่ยว่า “เฮ้อ ข้าก็เตือนพี่หญิงแล้วว่าให้ถ่อมตัว อย่าพูดจาส่งเดช แต่นางมั่นใจเกินไป ทั้งยังประกาศกร้าวว่าครั้งนี้ตำแหน่งที่หนึ่งต้องเป็นของนาง ดังนั้นต่อให้นางพูดจาโอหังแล้วอย่างไร? อย่างไรเสียสิ่งที่นางพูดก็เป็นความจริง”
นางหลุบตาลง ดูว่าง่ายและขลาดกลัว ทว่ามุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกลับเผยความยินดีในใจ แท้จริงแล้วนางกำลังเบิกบานใจอย่างยิ่ง
ส่วนไป๋อิงในเวลานี้กลับดูราวกับอยู่นอกเหตุการณ์ ไม่สนใจสายตาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เป็นมิตรจากรอบข้าง เอาแต่เพ่งมองของรางวัลที่จัดวางอยู่ด้านหนึ่งของเวทีประลองอย่างตั้งใจ
ไป๋ตี๋ไม่ได้โกหกเรื่องของรางวัล ของรางวัลในการประลองครั้งนี้ล้ำค่ามากจริง ๆ
