“ตูม!”
กระบี่ในมือไป๋อิงฟาดลงมาอย่างฉับพลัน
ชั่วพริบตานั้น ทรายปลิวหินกระเด็น ลมพายุคำราม อากาศโดยรอบราวกับถูกมือยักษ์ไร้รูปร่างกวนปั่นจนเกิดเป็นวังวนเล็ก ๆ หลายสาย เศษหินทรายถูกม้วนลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะถูกปราณกระบี่อันคมกริบฟาดฟันจนแหลกละเอียด กลายเป็นม่านฝุ่นฟุ้งกระจาย
ทว่าสิ่งที่ชวนให้ประหลาดใจคือ มังกรฉือหลงตัวที่เป็นหัวหน้ากลับดูราวกับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เมื่อครู่มันสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งทำลายฟ้าดินได้พุ่งเข้าใส่ ทว่าการป้องกันของมันกลับแข็งแกร่งดุจกำแพงทองแดง พลังนั้นไม่อาจทะลวงเข้ามาได้แม้แต่น้อย
มังกรฉือหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าหัวเราะลั่น “ข้านึกว่าจะมีฝีมือสักแค่ไหน ที่แท้ก็แค่ข่มขวัญคนอื่น ดีแต่เปลือกเท่านั้น”
คำพูดของมังกรฉือหลงราวกับค้อนหนักทุบลงกลางใจทุกคน สีหน้าของฝูงชนพลันซีดเผือด เดิมทีพวกเขาต่างเฝ้าหวังว่า แม้ไป๋อิงจะสังหารมังกรฉือหลงเหล่านี้ไม่หมด อย่างน้อยก็น่าจะต่อสู้กับพวกมันได้ และยื้อเวลาไว้สักพัก
แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ความหวังของพวกเขาแตกสลายราวฟองสบู่ในพริบตา
ตอนนี้ แม้แต่ความหวังริบหรี่สุดท้ายก็ไม่เหลือแล้ว
พวกเขาจบสิ้นแล้วอย่างแท้จริง
“ทำอย่างไรดี? ข้ายังไม่อยากตายนะ ฮือ ๆ ๆ...” ในฝูงชน ผู้บำเพ็ญเซียนหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ เปี่ยมด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เฮ้อ แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า? ลองดูสิว่าสิ่งมีชีวิตปีศาจเหล่านี้เป็นตัวตนระดับใด คราวนี้พวกเราคงหนีชะตาตายไม่พ้นแล้ว”
ผู้พูดหัวเราะขื่นขม ตอนนี้พวกเขาไม่มีแม้แต่ทางหนี สิ่งเดียวที่รออยู่เบื้องหน้าคือความตาย
