คนจากตระกูลหลินรีบเดินนำทางไปข้างหน้า
คนจากตระกูลหลินที่มาครั้งนี้ชื่อหลินหยาง เป็นอาของหลินหย่วน ข้างกายเขายังมีคนรุ่นเยาว์จากตระกูลเหยียนติดตามมาด้วย ชื่อเหยียนเฟิง เขาคือคนที่ไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลหลินในตอนนั้น
ระหว่างทาง เหยียนเฟิงเล่าสถานการณ์โดยคร่าวให้ฟัง
“ผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลเราได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังผ่านทัณฑ์อัสนีเมื่อไม่นานมานี้ เราจึงตามหมอและนักหลอมโอสถมาหลายคน หญ้าวิญญาณกับโอสถสารพัดชนิดก็ไม่รู้ว่ากินไปเท่าไรแล้ว แต่กลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย ทั้งที่เขาฝ่าทัณฑ์สวรรค์มาได้อย่างยากลำบาก และเข้าสู่ขั้นแปรเทพแล้วแท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะยิ่งทรุดโทรมลง พลังวิญญาณภายในก็น้อยลงทุกวัน ตอนนี้แม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังต้องออกแรงอย่างยากลำบาก
เรื่องนี้ทำให้คนทั้งตระกูลร้อนใจไปตาม ๆ กัน”
หลินหยางพยักหน้าพลางกล่าวว่า “หากเป็นเพียงขั้นทารกแรกกำเนิด พวกเขาอาจไม่ร้อนใจถึงเพียงนี้ แต่เขาอยู่ขั้นแปรเทพเชียวนะ!
เจ้าก็รู้ว่า ยอดฝีมือขั้นแปรเทพคนหนึ่งเปรียบเสมือนไพ่ตายอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานของตระกูลหนึ่ง
ตอนนี้ผู้อาวุโสผู้นั้นร่างกายทรุดโทรมลงทุกที จนมีทีท่าว่าจะจากไปในไม่ช้า พวกเขาจึงร้อนรนแทบคลั่ง”
ไป๋อิงขมวดคิ้ว เรื่องนี้นางอาจจัดการไม่ได้ แม้นางจะได้รับมรดกสืบทอดของเซียนผู้ทรงเกียรติฝานเทียน แต่ในตำรามากมายเหล่านั้นกลับไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการเช่นนี้เลย
“ข้าบอกได้เพียงว่าจะลองไปดู แต่การเชิญข้าไปก็อาจไม่ช่วยอะไร”
