เสียงกังขาดังระงมขึ้นรอบด้าน เว่ยจี้เองก็เผยสีหน้าลำบากใจ
“เซียนจื่อไป๋ คราวนี้สำนักอื่นส่งยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแปรเทพมามากมาย... แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพก็ใช่ว่าจะไม่มี...”
เสียงของเว่ยจี้สั่นพร่า เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มหน้าผาก เหล่าศิษย์สำนักเสวียนเทียนที่อยู่เบื้องหลังต่างหน้าซีดเผือด บางคนถึงกับขาสั่นระริก
ไป๋อิงกวาดตามองผู้บำเพ็ญกลุ่มนี้ที่สิ้นขวัญกำลังใจ แล้วลอบทอดถอนใจ สำนักเสวียนเทียนพึ่งพาเจินเหรินทิงหลานมากเกินไปในช่วงหลายปีมานี้ ศิษย์ใต้สำนักสุขสบายจนเคยตัว บัดนี้จึงสูญสิ้นความฮึกเหิมไปนานแล้ว
“ก่อนหน้านี้พวกเราได้ผลเต๋าต้นกำเนิดมา ก็ล้วนต้องอาศัยความสามารถในการซ่อนตัวของศิษย์พี่เจ้าสำนัก” เว่ยจี้อธิบายต่อ นิ้วลูบด้ามกระบี่อย่างไม่รู้ตัว “พูดให้ชัดก็คือ ฉวยโอกาสตอนคนอื่นแย่งชิงกัน ลอบจับปลาในน้ำขุ่น ตอนนี้เมื่อไม่มีเจ้าสำนัก...”
เขาพูดไม่จบ ทว่าความหมายชัดเจนยิ่ง—หากไม่มีเจินเหรินทิงหลาน พวกเขาก็ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะฉวยโอกาสในยามชุลมุน
เหล่าศิษย์รอบข้างกระซิบกระซาบ เสียงกังขาดังขึ้นไม่ขาดสาย
“มีแค่พวกเราไม่กี่คน จะไปตายเปล่าหรือ?”
“ได้ยินว่าหุบเขาโยวหมิงส่งผู้อาวุโสขั้นแปรเทพมาถึงสองคน!”
“หรือว่า...พวกเรากลับกันเถอะ...”
มุมปากไป๋อิงยกขึ้น เผยรอยยิ้มเย็นชา นางไม่อธิบาย เพียงยกมือขวาขึ้นช้า ๆ
ชั่วพริบตา กลิ่นอายโบราณกว้างใหญ่สายหนึ่งพลันปะทุออกจากฝ่ามือของนาง พลังวิญญาณฟ้าดินสั่นสะเทือนตามไปด้วย
