หวังชิวฉือได้ยินเสียงอาจารย์ของตนที่ฟังดูร้อนรนอยู่บ้าง ในใจก็ยิ่งลำพอง
มุมปากของเขายกสูง แววตาวูบไหวด้วยประกายมุ่งร้าย รีบกล่าวผ่านยันต์สื่อสารว่า
“อาจารย์ ข้าแค่ขอให้ไป๋อิงสละตำแหน่งหัวหน้าทีมให้นางโดยเร็วเท่านั้น ใครจะคิดว่านางกลับพูดจาเหลวไหล บอกว่าต่อให้อาจารย์มาถึงที่นี่ด้วยตนเอง ก็ยังไม่กล้าพูดกับนางเช่นนี้! อาจารย์ลองฟังดูสิ นางพูดอะไรออกมา ช่างไม่เห็นหัวใคร โอหังเกินไปแล้ว!”
หวังชิวฉือกล่าวเสริมแต่งเรื่องราวอย่างเกินจริงไปพลาง ลอบคำนวณในใจไปพลาง แทบอยากให้อาจารย์ปรากฏตัวเดี๋ยวนี้ แล้วลงโทษไป๋อิงที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอย่างหนัก
เขากระแอมเบา ๆ เตรียมจะฟ้องต่อ “อาจารย์ ข้าคิดว่า...” เดิมทีเขาตั้งใจจะเสนอให้ตนลงมือสั่งสอนไป๋อิงก่อน เพื่อข่มขวัญนางให้รู้สำนึก
ทว่ายังไม่ทันเอ่ยจบ ก็ได้ยินเสียงร้องจากอีกด้านของยันต์สื่อสารว่า “เจ้าว่า...อะไรนะ?” จากนั้นก็ดังเพียะขึ้นเสียงหนึ่ง อาจารย์กลับบีบยันต์สื่อสารจนขาดการติดต่อไปแล้ว
หวังชิวฉือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที จากความเข้าใจที่เขามีต่ออาจารย์ อาจารย์ต้องโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ ยามนี้คงกำลังรีบร้อนมาที่นี่ เพื่อมอบบทเรียนที่ฝังใจไปตลอดชีวิตให้แก่ไป๋อิง
เมื่อคิดเช่นนี้ รอยยิ้มเปี่ยมความพึงพอใจก็ปรากฏบนใบหน้าหวังชิวฉือ ราวกับมองเห็นภาพไป๋อิงถูกอาจารย์สั่งสอนจนหมดสภาพอยู่ตรงหน้าแล้ว
แม้เบื้องหลังไป๋อิงจะมีผู้อาวุโสฉีฮ่าวหยวนคอยหนุนหลัง แต่ในใจหวังชิวฉือ ผู้บำเพ็ญอย่างพวกเขายึดมั่นในความเชื่อที่ว่าไม่เกรงกลัวอำนาจมาแต่ไหนแต่ไร เพียงนึกว่าต้องให้คนไร้ค่าดังเช่นไป๋อิงในสายตาเขามาเป็นหัวหน้าทีม หวังชิวฉือก็รู้สึกดูแคลน มองอย่างไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด
