เซี่ยอวี่เวยกัดริมฝีปากล่างแน่น ปลายนิ้วจิกลงกลางฝ่ามือจนลึก ดวงตาคู่นั้นจ้องไป๋อิงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่วางตา แววตาของนางเต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน ทั้งความไม่ยินยอมและความริษยาที่แทบปิดบังไม่มิด
ในจังหวะที่บรรยากาศตึงเครียดราวกับพร้อมปะทุ เสียงโห่ร้องกึกก้องพลันดังมาจากด้านตะวันออกของลานประลอง
เสียงปรบมือดังกระหึ่มราวคลื่นซัดเป็นระลอก ดึงดูดความสนใจของทุกคนไปในทันที
เห็นเพียงรอบเวทีประลองสีทองอร่ามมีผู้คนเบียดเสียดแน่นขนัด ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญจากสำนักต่าง ๆ ในชุดประจำสำนัก แตกต่างจากตอนที่ไป๋อิงประลองก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่เป็นปุถุชนอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าการประลองครั้งนี้ดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้บำเพ็ญได้มากกว่า
“รีบดูเร็ว! ศิษย์พี่เซียวแห่งสำนักเสวียนเทียนกำลังจะลงสนามแล้ว!” ไม่รู้ว่าใครในฝูงชนตะโกนขึ้นมา
กลางเวทีประลองมีชายหนุ่มในอาภรณ์ยาวสีขาวจันทร์ยืนไพล่มืออยู่ด้านหลัง พู่หยกเขียวที่ห้อยอยู่ข้างเอวพลิ้วไหวตามสายลม ทั่วร่างแผ่ประกายคมกล้าดุจกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก เขาคือยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งสำนักเสวียนเทียน—เซียวอวิ๋นหลาน
ไป๋อิงคือกำลังเสริมที่เว่ยจี้เชิญมา ส่วนเซียวอวิ๋นหลานคือไพ่ตายที่สำนักเสวียนเทียนทุ่มลงในการประลองครั้งใหญ่ครานี้
ผู้อาวุโสจากสำนักต่าง ๆ ทยอยลุกขึ้นจากอัฒจันทร์ แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักเสวียนเทียนที่หลับตาพักผ่อนอยู่ตลอดก็ยังลืมตาขุ่นมัวขึ้นมา เหล่าผู้บำเพ็ญที่ชมอยู่ข้างสนามต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าจะพลาดรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อย
