ขณะนี้ ฮูหยินเซี่ยกำลังนั่งประทับอยู่ในตำหนักข้างของแท่นบัญชาการสำนักหมื่นพิษ นิ้วเรียวลูบไล้ขอบถ้วยชาไม่หยุด ชาเย็นชืดไปนานแล้ว แต่นางกลับไม่รู้สึก เพียงทอดสายตามองออกไปนอกตำหนักเป็นระยะ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความคาดหวังอันบิดเบี้ยว
“เหตุใดยังไม่มีข่าวส่งมาอีก...”
นางพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงเจือความกระวนกระวาย บนใบหน้าที่ดูแลรักษาไว้อย่างดีนั้น ไม่มีความห่วงใยเยี่ยงมารดาแม้แต่น้อย มีเพียงความแค้นฝังลึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในดวงตา
ฮูหยินเซี่ยมิได้มีความผูกพันกับเซี่ยชิงไต้เลยจริง ๆ
เด็กคนนั้นถูกอุ้มตัวไปหลังคลอดได้ไม่นาน กว่าจะกลับมาถึงจวนก็เมื่ออายุสิบกว่าปีแล้ว
ในเวลานั้น เมื่อมองเซี่ยชิงไต้ที่น่าสงสารถึงเพียงนั้น นางกลับไม่เกิดความเวทนาแม้แต่น้อย
สิ่งที่นางคิดไม่ใช่ว่าหลายปีมานี้เซี่ยชิงไต้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใด
นางถูกสับเปลี่ยนอย่างมุ่งร้าย ต้องถูกคนเหล่านั้นทุบตีด่าทออยู่บ่อยครั้งหรือไม่...
สิ่งที่คิดกลับเป็นว่า เหตุใดบุตรสาวแท้ ๆ ของตนจึงมีสภาพน่าอับอายเช่นนี้
เมื่อเทียบกับอวี่เวยที่นางอบรมสั่งสอนด้วยตนเองแล้ว เซี่ยชิงไต้ด้อยกว่ามากจริง ๆ
ใช่ว่านางไม่เคยคิดจะยอมรับบุตรสาวคนนี้ แต่ท่าทางขลาดเขลาต่ำต้อยของอีกฝ่ายทำให้นางรังเกียจจากก้นบึ้งหัวใจ
นางเคยคิดอยู่หลายครั้ง หากเซี่ยชิงไต้ไม่ถูกพากลับมาก็คงดี เช่นนั้นก็จะไม่มีใครทำให้อวี่เวยไม่สบายใจได้อีก...
ใช่แล้ว
ที่จริงฮูหยินเซี่ยรู้มาตลอดว่าเซี่ยอวี่เวยทำเรื่องใดกับเซี่ยชิงไต้บ้าง...
ไม่ใช่ว่านางจัดการไม่ได้ เพียงแต่ไม่ใส่ใจเท่านั้น
