ฟ้าดินราวกับหยุดนิ่งลงในชั่วขณะนี้
รูม่านตาของไป๋อิงหดเล็กลงอย่างรุนแรง สะท้อนภาพลำแสงกระบี่สีเลือดที่ทะลวงกลางหลังของหวังเมี่ยวเมี่ยว
กาลเวลาราวกับถูกยืดยาวออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด นางถึงกับมองเห็นหยดโลหิตแต่ละหยดที่ร่วงจากปลายกระบี่ สะท้อนแสงสีแดงเจิดจ้าจนแสบตาท่ามกลางแสงตะวัน
“เมี่ยว... เมี่ยว?”
เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่ได้? ทั้งยังขวางอยู่เบื้องหน้านางอีก...
สมองของไป๋อิงว่างเปล่าไปหมด
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินลงมา ล้างคราบโลหิตบนใบหน้าจนเกิดรอยซีดขาว
นางยื่นมือออกไปอย่างสั่นเทา ทว่าไม่กล้าแตะต้องร่างที่โงนเงนใกล้ล้มลงนั้น
โลหิตแดงฉานแผ่ขยายอย่างรวดเร็วบนกระโปรงสีเหลืองอ่อนดุจดอกบัวแดงที่ผลิบาน หวังเมี่ยวเมี่ยวเจ็บปวดจนตัวสั่นไปทั้งร่าง แต่กลับกอดไป๋อิงแน่นยิ่งขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
“ข้า... ค่ายกลเคลื่อนย้ายของข้า...” ทุกครั้งที่เด็กสาวเปล่งคำออกมา โลหิตก็ยิ่งเอ่อทะลักจากมุมปาก “ส่งข้ากลับมา...”
ไป๋อิงมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
นางคำนวณทุกสิ่งไว้หมดแล้ว ทั้งตำแหน่งของค่ายกลเคลื่อนย้าย การถ่ายเทพลังวิญญาณ แม้กระทั่งความตั้งใจที่จะสละชีวิตตนเอง
แต่ถึงจะคำนวณทุกอย่างไว้รอบคอบเพียงใด นางก็ไม่เคยคิดว่าหวังเมี่ยวเมี่ยวจะย้อนกลับมา
“จะปล่อยให้...” หวังเมี่ยวเมี่ยวกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง เปื้อนสาบเสื้อของไป๋อิงจนแดงฉาน “ศิษย์น้องเผชิญทุกอย่าง... เพียงลำพังได้อย่างไร...”
การโจมตีอีกระลอกแหวกอากาศพุ่งเข้ามา เป็นลูกธนูปลิดวิญญาณที่เคลือบยาพิษร้ายแรง
หวังเมี่ยวเมี่ยวครางอู้อี้ ลูกธนูฝังลึกลงในหัวไหล่ แต่วงแขนที่โอบกอดไป๋อิงกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ยังดีที่นางขวางอยู่เบื้องหน้าไป๋อิง จึงไม่ปล่อยให้ไป๋อิงถูกโจมตีอีก
