ชั่วพริบตา ฟ้าดินพลันแปรเปลี่ยน เมฆลมปั่นป่วน ลำแสงอีกหลายสายฉีกม่านเมฆพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพที่ปรากฏบนท้องฟ้าเพิ่มขึ้นจากเมื่อครู่หลายสิบคน
แรงกดดันจากผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพเหล่านั้นแผ่คลุมทั่วทั้งนภาดุจคลื่นน้ำซัดโถม
ไป๋อิงกำเกล็ดมังกรแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ข้างกาย ฉีฮ่าวหยวนยืดแผ่นหลังตรงแน่ว ผู้แข็งแกร่งขั้นแปรเทพช่วงปลายผู้นี้ก็ยังมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาท่องไปทั่วโลกบำเพ็ญเซียนมาหลายร้อยปี ทว่าไม่เคยพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
ใต้ผืนฟ้ากว้าง ชายแขนเสื้อของเหล่าผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพพลิ้วไหว ของวิเศษหลากสีเปล่งประกายระยิบระยับ แต่งแต้มท้องฟ้าให้กลายเป็นสมรภูมิอันงดงามตระการตาแต่แฝงอันตราย
“พวกเจ้าที่อ้างตนเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ แต่แท้จริงกลับเป็นคนถ่อยจอมปลอม!”
ฉีฮ่าวหยวนตวาดก้องด้วยความเดือดดาล “ถึงกับใช้สายสัมพันธ์ทางสายเลือดมาวางแผนล่อไป๋อิงมา ช่างต่ำช้าสิ้นดี!”
พลังวิญญาณรอบกายเขาพลุ่งพล่าน ทั่วร่างแผ่ประกายสีทองจาง ๆ เตรียมรับมือกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ทว่าเหล่าผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพกลับหัวเราะเยาะคำกล่าวหาของเขา ชายชราชุดเทาผู้เป็นหัวหน้าจ้องตราประทับคงถงในมือไป๋อิงอย่างละโมบ พลางแค่นเสียงเย็นชา “ของวิเศษของผู้บำเพ็ญขั้นหลอมรวมกาย ย่อมตกเป็นของผู้มีความสามารถ
ฉีฮ่าวหยวน เห็นแก่ที่สำนักของข้ากับเจ้ายังพอมีไมตรีต่อกัน จงให้ศิษย์ของเจ้าส่งมอบสมบัติมาเสียโดยเร็ว มิฉะนั้น วันนี้คนของสำนักหลิงอิ่นอย่างพวกเจ้าจะต้องฝังร่างอยู่ที่นี่!” สิ้นเสียงของเขา เหล่าผู้บำเพ็ญรอบข้างก็พากันเรียกของวิเศษออกมา จิตสังหารแผ่กระจายจนแทบจับต้องได้
ฉีฮ่าวหยวนเงยหน้ามองผู้บำเพ็ญที่อัดแน่นเต็มท้องฟ้า สัมผัสถึงคลื่นพลังวิญญาณที่ร้ายแรงพอจะทำลายฟ้าดิน ในใจก็ร้องว่าแย่แล้ว
