หวังชิวสือสาบานว่า ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นภาพที่สะเทือนใจถึงเพียงนี้มาก่อน...
แม้ยามที่อาจารย์ของเขานำพวกเขาไปสังหารปีศาจอสูร เขาก็ยังไม่เคยเห็นฉากเช่นนี้...
ต่อให้เป็นตอนที่เขาเดินทางไปเมืองชิงเหยียน แล้วได้มองไป๋ตี๋จากระยะไกลเป็นครั้งแรก หัวใจของเขาก็ยังไม่เคยเต้นรัวเช่นนี้
ยามนี้ ไป๋อิงยืนตระหง่านกลางเวหา ชายอาภรณ์สะบัดพลิ้วกลางสายลมคลั่ง เบื้องหน้านางมีมังกรยักษ์นับสิบตัวพาดขวางขอบฟ้า ร่างมหึมาบดบังสุริยันจันทรา แผ่แรงกดดันชวนให้ผู้คนหวาดหวั่น
เมฆดำทะมึนปกคลุมท้องนภา ซ้อนทับเป็นชั้นแน่นหนาจนแสงสุดท้ายของฟ้าถูกกลืนหายไปโดยสิ้นเชิง
อสนีบาตราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกจองจำ คำรามก้องอยู่เบื้องลึกของหมู่เมฆ สายฟ้าแต่ละสายแล่นปราดราวอสรพิษเงิน ส่องสว่างทั่วนภามืดมิดในชั่วพริบตา ก่อนจะกลับคืนสู่ความมืดอย่างรวดเร็ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหึมาสัตว์เหล่านั้น ไป๋อิงไม่มีแม้แต่แววหวาดกลัว เพียงยกนิ้วชี้ไปข้างหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยคำเดียวว่า “ตาย!”
ชั่วพริบตา สายฟ้าที่เมื่อครู่ยังแล่นพล่านอย่างไร้ทิศทางก็เรียงตัวเป็นระเบียบ พุ่งโถมใส่ฝูงมังกรด้วยอานุภาพทำลายฟ้าดิน
เหล่ามังกรส่งเสียงคำรามโหยหวนกึกก้อง คลื่นเสียงแผ่กระจายราวกับจะสั่นสะเทือนฟ้าดินให้พังทลาย
มังกรฉือหลงที่มีพลังด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่งแตกตื่นอลหม่านเมื่อเผชิญสายฟ้าอันน่าสะพรึงที่ถาโถมมาจากทั่วสารทิศ พวกมันบิดร่างมหึมาอย่างไร้ประโยชน์ พยายามหลบสายฟ้าสังหารที่ไล่ตามติดราวเงา ทว่าทุกสิ่งล้วนเปล่าประโยชน์ เมื่อสายฟ้าฟาดเข้าเป้า เกล็ดของพวกมันก็ถูกทะลวงในพริบตา กลิ่นไหม้คลุ้งกระจาย ดวงตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
