ยามนี้ฟ้าดินราวกับหยุดนิ่ง ทุกคนกลั้นหายใจ แม้แต่เสียงลมยังพลอยเงียบงันไปด้วย พวกเขาเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ ลำคอราวกับถูกมือไร้รูปบีบรัดจนเปล่งเสียงไม่ออก
ไป๋อิง...ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
รัศมีสีเงินเจิดจ้าห้อมล้อมกาย ทุกลำแสงแฝงแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนสั่นสะท้าน เหล่าผู้บำเพ็ญขั้นหลอมสุญญตาที่เคยอยู่เหนือผู้คน บัดนี้กลับสิ้นชีพแทบเท้านางราวกับมดปลวก เลือดสดไหลคดเคี้ยวเป็นสายบนแผ่นศิลาคราม สะท้อนใบหน้าเย็นชาของนาง
ไป๋อิงลูบไล้ระลอกพลังวิญญาณที่ยังไม่จางหายตรงปลายนิ้ว แม้แต่นางเองยังรู้สึกเหลือเชื่อ อานุภาพของคัมภีร์เทวะส่องสว่างไท่ซวีถึงกับน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้!
เคล็ดวิชาชั้นเลิศที่ได้รับจากผู้อาวุโสไป๋หลีนี้ ยิ่งนางบำเพ็ญเพียรก้าวหน้า อานุภาพที่สำแดงออกมาก็ยิ่งเกินจินตนาการ
เดิมทีนางคิดว่าวันนี้คงต้องเผชิญศึกนองเลือด
ถึงอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็เป็นยอดฝีมือขั้นหลอมสุญญตาที่มีชื่อเสียงมานานหลายสิบคน ในจำนวนนี้ยังมีปีศาจเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มานับพันปีไม่น้อย ทว่ายามเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งมากมายเพียงนี้ นางกลับรู้สึกว่าการสังหารพวกเขาง่ายดายเหลือเกิน!
“หึ...ดีมาก!”
ไป๋อิงพลันหัวเราะแผ่วเบา เสียงหัวเราะนั้นทำให้ผู้บำเพ็ญที่ยังเหลือรอดอยู่ไม่กี่คนขนลุกซู่ นางหลุบตามองซากศพเกลื่อนพื้น แววตาเต็มไปด้วยเจตนาสังหารที่กดข่มไว้
ในที่สุดนางก็แก้แค้นได้แล้ว!
“บรรพชนฮวาหยาง วันตายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
—
ทว่าในยามนี้ สำนักหลิงอิ่นกลับตกอยู่ในความโกลาหลโดยสิ้นเชิง
ยอดเขาทั้งเจ็ดสิบสองแห่งของสำนักหลิงอิ่นถูกปกคลุมด้วยแรงกดดันอันชวนให้หายใจไม่ออก
ม่านแสงของ “ค่ายกลเก้าสวรรค์หลิงอิ่น” ซึ่งเป็นค่ายกลพิทักษ์สำนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่งเสียงครางอื้ออึงราวกับใกล้แตกสลาย
