“รีบขอขมาผู้บำเพ็ญแซ่ไป๋อย่างนอบน้อมเดี๋ยวนี้! เจ้าหนุ่มน้อยไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง อย่าคิดว่าบรรลุขั้นแก่นทองแล้วจะวางอำนาจบาตรใหญ่ได้ เจ้าห่างชั้นอีกมาก รีบขอขมาอย่างว่าง่ายเสีย!” ประมุขสำนักเฮ่ออวิ๋นถลึงตามองหวังชิวฉือด้วยโทสะเต็มใบหน้า พลางเตะเขาไปทีหนึ่ง
หวังชิวฉือชะงักงัน ร่างแข็งทื่อขึ้นมาทันที แววอับอายและเคียดแค้นที่ยากจะปกปิดวาบผ่านใบหน้า แต่เมื่ออำนาจของอาจารย์กดทับลงมาดุจขุนเขา เขาก็ไม่อาจขัดขืนได้แม้แต่น้อย เขากัดริมฝีปากล่างแน่นจนแทบฝังลงไปในเนื้อ มือทั้งสองกำหมัดอยู่ในแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว ข้อนิ้วซีดขาวเพราะออกแรง
หลังจากยื้อกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็หันหน้ามาทางไป๋อิงอย่างไม่เต็มใจนัก เค้นสามคำออกมาจากไรฟัน “ขออภัย!”
เมื่อเห็นศิษย์ขอขมาแล้ว ประมุขสำนักเฮ่ออวิ๋นก็รีบก้าวไปหาไป๋อิง ก้มกายเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มขออภัย น้ำเสียงจริงใจอย่างยิ่ง “ศิษย์ข้าผู้นี้ไม่รู้ความ ก่อความผิดใหญ่หลวง ขอผู้บำเพ็ญแซ่ไป๋โปรดใจกว้าง เมตตาละเว้นพวกเขาสักครั้ง” กล่าวจบเขาก็ก้มกายลงอีกเล็กน้อย คารวะอย่างนอบน้อม
ไป๋อิงมีสีหน้าสงบนิ่ง นางพยักหน้าให้ประมุขสำนักเฮ่ออวิ๋นเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า “คราวนี้ข้าจะถือว่าเป็นครั้งแรก และหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย หากภายหน้ามีเรื่องไร้มารยาทเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ก็ให้พวกเขาออกจากกลุ่มของข้า ถึงตอนนั้นข้าจะไม่ยื่นมือช่วยเป็นอันขาด”
ประมุขสำนักเฮ่ออวิ๋นพยักหน้ารัว พลางกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “ขอรับ ๆ ผู้บำเพ็ญแซ่ไป๋โปรดวางใจ จะไม่มีครั้งหน้าอีกแน่นอน”
หวังชิวฉือขมวดคิ้วแน่น สายตากวาดมองไป๋อิงซ้ำไปซ้ำมา พยายามค้นหาร่องรอยของผู้แข็งแกร่งบนตัวนางแม้เพียงน้อยนิด ทว่านอกจากบุคลิกสุขุมเรียบเฉยแล้ว เขาก็ไม่พบสิ่งใดเลย
