“พูดจาโอหังอะไรเช่นนั้น? เจ้าคิดว่าค่ายกลแค่นี้จะรับมือพวกเราได้หรือ?”
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองระยะปลายคนหนึ่งปรายตามองไป๋อิงอย่างดูแคลน ก่อนหยิบของวิเศษที่เตรียมไว้ทำลายค่ายกลออกมา แล้วพุ่งตรงไปยังด้านนอกค่ายกลใหญ่
ใครจะคิดว่าทันทีที่ของวิเศษเริ่มทำงาน มันกลับถูกแช่แข็งในพริบตา
“แคว่ก!”
เสียงน่าสะพรึงกลัวฉีกผ่านห้วงมิติอันสงบนิ่ง
ชั่วพริบตา พายุหมุนอันน่าสะพรึงกลัวพลันปรากฏขึ้นข้างกายคนผู้นั้นอย่างไร้เค้าลาง
พายุหมุนกวาดร่างเขาขึ้นไปทั้งร่างด้วยอานุภาพราวพลิกภูผาถล่มสมุทร ลมคลั่งคำราม ทรายปลิวหินกระเด็น ความเร็วของพายุหมุนถึงขีดสุด ราวสายฟ้าฟาดผ่านนภาราตรี เพียงชั่วพริบตา มันก็ฉีกเขาจนแหลกเละเป็นกองเนื้อไร้รูปร่างอย่างไร้ความปรานี
เศษเนื้อและโลหิตปลิวว่อนอยู่ในพายุหมุน ภาพอันโหดเหี้ยมราวภาพวาดจากขุมนรกจนผู้คนไม่กล้ามอง แม้แต่แก่นทองในร่างเขาก็สลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา
“นี่มันอะไรกัน?”
ทุกคนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แม้แต่ยอดฝีมือขั้นทารกแรกกำเนิดที่อยู่ด้านในยังหน้าเปลี่ยนสีเมื่อเห็นภาพเช่นนี้
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า ทั้งที่ไป๋อิงใกล้หมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว ค่ายกลของนางกลับยังมีอานุภาพน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
แก่นทองในร่างผู้บำเพ็ญแข็งแกร่งที่สุด ทว่าค่ายกลนี้กลับทำลายได้แม้กระทั่งแก่นทอง!
ไป๋อิงมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าหวังฉีกลับตื่นเต้นจนตะโกนลั่น “ไป๋อิง เยี่ยมมาก!”
เขาคว้าไหล่มู่หรงจิ่นอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วเขย่าร่างอีกฝ่ายแรง ๆ
“ศิษย์พี่ เห็นหรือไม่? ไป๋อิงเก่งกาจเหลือเกิน!”
