นิ้วมือของเซวียนหยวนเฉินสั่นระริก เขาอยากเอื้อมไปสัมผัสศิษย์ของตน แต่กลับชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับกลัวว่านี่จะเป็นเพียงภาพฝัน
ความโศกเศร้าและความรู้สึกผิดที่สั่งสมมาตลอดหลายวัน พลันแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาร้อนผ่าว ไหลทะลักออกจากดวงตา
ภายในถ้ำพลันเกิดเสียงอื้ออึง ศิษย์ร่วมสำนักที่ก่อนหน้านี้หมดสติไป ต่างทยอยฟื้นคืนสติทีละคน เมื่อเห็นไป๋อิง ทุกคนต่างดีใจเป็นอย่างยิ่ง บ้างร้องไห้ด้วยความยินดี บ้างพึมพำกับตนเอง บ้างไม่สนใจบาดแผล พยายามเดินเข้าไปหาไป๋อิง
การกลับมาของไป๋อิง สำหรับพวกเขาแล้วนับเป็นข่าวดีครั้งใหญ่
เซวียนหยวนเฉินตื่นเต้นจนทั้งร่างสั่นเทา ไป๋อิงไม่เพียงเป็นศิษย์ปิดสำนักที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตอบรมสั่งสอน หากยังเป็นเปลวไฟสุดท้ายของทั้งสำนักหลิงเซียวและสำนักหลิงอิ่น
นับแต่วันที่ได้เห็นกับตาว่าศิษย์รักของตนวิญญาณสลายไป เขาก็ฝืนรักษาความสง่างามของผู้อาวุโสไว้ภายนอก คอยปลอบโยนเหล่าศิษย์ ทว่าภายในกลับเจ็บปวดแสนสาหัส ทุกค่ำคืนเขาจะนั่งอยู่เพียงลำพังในเขตต้องห้ามหลังเขาจนฟ้าสาง ปล่อยให้น้ำค้างยามเช้าซึมเปียกอาภรณ์
“อิงเอ๋อร์... ให้ข้าดูเจ้าให้ดี...” เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ความ ผ้าพันแผลบนอกชุ่มโชกไปด้วยเลือดแล้ว แต่ยังคงดื้อดึงยื่นมือไปสัมผัสเงาร่างตรงหน้า
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสผิวกายอุ่นร้อนนั้นได้จริง ๆ และรู้ว่าตนมิได้ฝันไป เขาก็เผยรอยยิ้มจากใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันนี้ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งเศร้าทั้งยินดีที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
