ฉีฮ่าวหยวนไม่รู้เลยว่าควรใช้ถ้อยคำใดมาอธิบายค่ายกลนี้
จานค่ายกลที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของไป๋อิงเปล่งประกายเรืองรองสีม่วงคล้ำ อักขระบิดเบี้ยวเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ทั้งยังวาดเค้าใบหน้าคนมากมายที่กำลังกรีดร้องขึ้นกลางอากาศ
ไอเย็นยะเยือกชวนขนลุกไหลซึมผ่านรอยต่อชุดคลุมของเขาเข้าไปถึงกระดูก ต่อให้มีพลังบำเพ็ญขั้นแปรเทพสมบูรณ์สูงสุด ก็ยังอดสะท้านขึ้นมาไม่ได้
ยามนี้ค่ายกลสังหารยังไม่คลี่ขยายออกอย่างสมบูรณ์ แต่กลับกัดเซาะพื้นดินจนเกิดรอยแตกเป็นใยแมงมุม กลิ่นคาวเลือดคล้ายสนิมเหล็กอบอวลไปทั่วอากาศ
ฉีฮ่าวหยวนมองโซ่วิญญาณทั้งสิบสองสายที่เลือนรางอยู่ในค่ายกล แต่ละสายโอบล้อมด้วยแสงอัสนีทำลายล้างโลก หัวใจของเขาแทบกระดอนออกมาจากอก
น่ากลัวเหลือเกิน
ค่ายกลนี้ยังอยู่ในช่วงหดเล็ก ยังไม่อาจเผยพลังที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่
แต่เพียงเท่านี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของมันแล้ว
ช่างเกินจริงเหลือเกิน
แม้แต่เขาซึ่งนับว่ามีที่ยืนอยู่บนแผ่นดินหลิงชวนแล้ว ก็เกรงว่าจะต้านทานค่ายกลนี้ได้ไม่ถึงสิบลมหายใจ
หากเปิดใช้งานค่ายกลนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เกรงว่าจะบดขยี้ยอดเขาทั้งลูกของสำนักหลิงอิ่นจนกลายเป็นผุยผง
เขาจ้องค่ายกลสังหาร ดวงตาเบิกกว้าง มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ พวกสารเลวนั่นคงนึกไม่ถึงแน่ว่าเจ้าจะมีค่ายกลสังหารที่น่ากลัวเช่นนี้! ดีเหลือเกิน ในเมื่อพวกมันกล้าฉีกหน้ามาแย่งชิง ก็ให้พวกมันมาแล้วไม่ได้กลับไปอีกเลย ดูสิว่าต่อไปยังจะมีใครกล้าคิดร้ายกับเจ้าอีก!”
