ใบหน้าของนายท่านเซี่ยมืดครึ้มจนแทบมีหยดน้ำหยาดลงมา แขนเสื้อกว้างพลิ้วไหวทั้งที่ไร้ลม เขาตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนถ้วยชาสั่นกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง “มัวยืนอึ้งอะไรกันอยู่? ยังไม่รีบจับตัวนังเด็กไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้อีก!”
องครักษ์ในชุดรัดกุมสีดำกว่าสิบคนก้าวออกมาตามคำสั่ง ทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญที่ก้าวเข้าสู่ขั้นชักนำปราณแล้ว
คนกลุ่มนั้นกรูเข้าล้อมอย่างดุดัน ทว่าเพียงจับแขนไป๋อิง ใบหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนฉับพลัน ไม่ว่าจะออกแรงเท่าใด เด็กสาวที่ดูอ่อนแอบอบบางตรงหน้ากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับภูผาสูงตระหง่าน
“เกิดอะไรขึ้น?” นายท่านเซี่ยเบิกตาถลน “แค่เด็กสาวคนเดียวยังจับไว้ไม่ได้หรือ?”
“นะ...นายท่าน...” เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผากของหัวหน้าองครักษ์ เสียงสั่นพร่า “คุณหนู...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ไป๋อิงสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ พลังวิญญาณอันหนักแน่นก็ปะทุขึ้นฉับพลัน เหล่าองครักษ์ปลิวกระเด็นออกไปราวว่าวขาดสาย ก่อนกระแทกกำแพงลานอย่างแรงจนเกิดเสียงทึบหนัก
แขกเหรื่อทั่วทั้งงานพากันฮือฮา เสียงถ้วยชากระทบกันดังระงม
เผยชิงเฟิง ซื่อจื่อแห่งจวนโหวอันติ้ง หุบพัดในมือดังเพียะ แววประหลาดใจวูบผ่านดวงตา
แววตาของเซี่ยอวี่เวยฉายความตื่นตระหนก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางเยื้องย่างอย่างแช่มช้อย น้ำเสียงอ่อนหวานเย้ายวนแต่แฝงคมกริบ “พี่หญิงกำลังคิดจะขัดคำสั่งท่านพ่อหรือ? ท่านพ่อดีกับพี่หญิงถึงเพียงนี้ ไม่เพียงรับพี่หญิงไว้ ยังให้พี่หญิงติดตามเซียนจ่างไปฝึกฝนอีก พี่หญิงจะไม่รู้จักสำนึกเช่นนี้ได้อย่างไร...”
