คำพูดประโยคเดียวของประมุขสำนักฮวาหยางทำให้ทั่วทั้งบริเวณแตกตื่นขึ้นมาทันที
พวกเขาไม่คิดเลยว่าไป๋อิงกับเซียวอวี้จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นนี้แล้ว
ถึงกับมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้วด้วย
เช่นนี้ไป๋อิงก็จำต้องแต่งกับเซียวอวี้แล้ว!
“หญิงสาวบ้านไหนที่ดีงามจะยอมมอบตัวให้คนอื่นก่อนพิธีร่วมบำเพ็ญคู่กันเล่า ช่างไร้ยางอายจริง ๆ”
“คงกลัวว่าเซียวอวี้จะไม่ต้องการนางกระมัง ทำเช่นนี้แล้วเซียวอวี้ก็จำต้องแต่งกับนางเท่านั้น”
“ที่น่ากลัวคือ ต่อให้ทั้งคู่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว ก็อาจเป็นไป๋อิงที่วางยาพิษกู่ให้เซียวอวี้ก็ได้ ในเมื่อเซียวอวี้ไม่ได้ชอบนางมิใช่หรือ”
มีคนหนึ่งตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า
“รู้อย่างนี้แต่แรกว่านางเป็นหญิงแพศยาเช่นนี้ ข้าคงลองตามจีบนางดู ไม่แน่ว่านางอาจยอมให้ข้าเชยชมบ้างก็ได้!”
แต่ทันทีที่ชายผู้นั้นพูดจบ ก็มีเสียง “เพียะ!” ดังขึ้น มู่หรงจิ่นตบเขาจนกระเด็นออกไปอย่างแรง
มู่หรงจิ่นกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“ใครยังกล้าพูดจาเหลวไหลที่นี่ อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!”
หวังฉีก็รีบวิ่งเข้ามาตะโกนว่า “ตบได้ดี!”
ถึงพวกเขาจะทำให้คนเหล่านี้หุบปากได้ แต่ก็ไม่อาจควบคุมสายตาเหยียดหยามและความดูแคลนในใจของคนเหล่านั้นได้
ประมุขสำนักฮวาหยางหาได้สนใจเรื่องพวกนี้ไม่ เขากล่าวอย่างร้อนใจว่า “พวกเจ้ารีบให้คนไปตามเซียวอวี้กับไป๋อิงมาพร้อมกันเถิด พอกลับไปแล้วข้าจะจัดพิธีร่วมบำเพ็ญคู่ให้พวกเขา แต่จะว่าไป แม้ไป๋อิงจะยังเป็นศิษย์ของสำนักหลิงเซียว แต่ก็ต้องกลับไปอยู่กับเซียวอวี้ที่สำนักฮวาหยางของเรา หลังจากนี้นางจะใช้ชีวิตอยู่ที่สำนักฮวาหยาง!”
