กล่าวจบ ไป๋อิงก็เดินตรงไปหยุดเบื้องหน้ามู่หรงจิ่น ก่อนเอ่ยกับเขาอย่างจริงจังว่า “ศิษย์พี่ ข้าจะช่วยรักษาบาดแผลให้ท่าน”
อาการบาดเจ็บของมู่หรงจิ่นสาหัสอย่างยิ่ง แม้ตอนนี้สภาพภายนอกจะดูยังพอไหว แต่ไป๋อิงรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่มีผู้ใดช่วยรักษา เขาต้องสิ้นชีพแน่นอน
ปลายนิ้วของมู่หรงจิ่นสั่นระริก เขามองศิษย์น้องเล็กที่เคยคิดว่าสูญเสียนางไปตลอดกาลด้วยแววตาเลื่อนลอย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
เขาพยายามพยุงกายขึ้น ทว่ากระบี่หักที่ปักคาอยู่ในตันเถียนพลันเปล่งแสงสีแดงประหลาด ทำให้เขาครางในลำคอแล้วร่วงกลับไปกระแทกผนังหินอย่างแรง
“อย่าขยับ!” เสียงของไป๋อิงเปลี่ยนไป นางพุ่งเข้าไปหามู่หรงจิ่นทันที สองมือยื่นค้างกลางอากาศ แต่ไม่กล้าแตะต้องกระบี่หักที่เปล่งประกายสีเลือดโดยพลการ นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบนตัวกระบี่มีเคล็ดวิชาลับเฉพาะของบรรพชนฮวาหยางพันเกี่ยวอยู่ นั่นคือคำสาปกลืนกินวิญญาณ ซึ่งกำลังกัดกินดวงจิตของมู่หรงจิ่นทีละน้อย
“ศิษย์น้อง...” มู่หรงจิ่นกลับคล้ายไม่รู้สึกเจ็บปวด มุมปากซีดขาวยกยิ้มบาง ๆ “ข้ารู้อยู่แล้ว...ว่าเจ้าต้องกลับมา...”
ดวงตาของไป๋อิงเองก็เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา นางพยักหน้าเบา ๆ
ปลายนิ้วของไป๋อิงลูบไล้บาดแผลฉกรรจ์อย่างแผ่วเบา พลังวิญญาณจากคัมภีร์เทวะส่องสว่างไท่ซวีไหลซึมเข้าไปประหนึ่งเส้นไหม ยิ่งตรวจสอบ เพลิงโทสะในใจนางก็ยิ่งลุกโชน
กระบี่ของบรรพชนฮวาหยางมิได้เพียงแทงทะลุตันเถียนเท่านั้น แต่ยังประทับคำสาปกัดกินจิตไว้ถึงเก้าชั้น ตราผนึกคำสาปแต่ละชั้นราวกับอสรพิษที่กัดรัดหยวนอิงของมู่หรงจิ่นไว้แน่น
