นิ้วมือของซูอวี่พลันสั่นระริกอย่างรุนแรง ถ้วยชาร่วงหลุดจากฝ่ามือ กระแทกพื้นแตกละเอียดดังเพล้ง น้ำชาร้อนลวกกระเซ็นใส่ชายเสื้อ แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวเลย
เขาจ้องริมฝีปากซีดขาวของเหยียนชื่อหลิงเขม็ง ราวกับถ้อยคำที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยออกมานั้นเป็นคำสาปอันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก
“ไป๋อิงนาง...”
เสียงของเหยียนชื่อหลิงแผ่วเบาราวควันสายหนึ่ง ทว่ากลับทำให้ซูอวี่ราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
“ไม่!”
เสียงตวาดดังกึกก้องขึ้นฉับพลัน แม้แต่ซูอวี่เองยังสะดุ้งกับเสียงของตน
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ขอบตาของเขาเปียกชื้น หยาดน้ำตาร้อนผ่าวไหลรินลงมาอย่างไม่อาจควบคุม
หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก ราวกับจะกระแทกซี่โครงจนหักแล้วพุ่งออกมา—ลางสังหรณ์อันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างกำลังกลายเป็นจริง
ซูอวี่เซถอยหลังไปสองก้าว แผ่นหลังชนกรอบประตูอย่างแรง เมื่อเทียบกับความเศร้าโศกยามอาจารย์สิ้นลม ความเจ็บปวดที่โถมท่วมไปทั่วร่างในยามนี้กลับแหลมคมยิ่งกว่า ราวกับมีใครใช้มีดทื่อ ๆ ค่อย ๆ ควักหัวใจเขาออกมาทีละน้อย
อาจารย์ไม่ค่อยได้ดูแลพวกเขา ปล่อยให้เติบโตกันตามยถากรรม
ซูอวี่เองก็แทบไม่ได้พบอาจารย์ บางครั้งเขายังรู้สึกว่าตนต่างหากที่เป็นอาจารย์ของศิษย์น้องชายหญิง
ศิษย์น้องชายหญิงในสำนักแทบทั้งหมดล้วนเป็นซูอวี่ที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่
โดยเฉพาะไป๋อิง ตอนนางมาถึงยังเล็กมาก ทั้งยังเป็นศิษย์น้องหญิงคนแรกของเขา
