“นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่...”
นิ้วเรียวของไป๋อิงลูบไล้รอยสลักที่ผุกร่อนบนประตูสำริดอย่างแผ่วเบา ลวดลายใต้ปลายนิ้วเย็นเยียบและเก่าแก่ ราวกับแบกรับกาลเวลานับล้านปีเอาไว้
คิ้วของนางขมวดมุ่น ดวงตาสีอำพันจับจ้องอักษรโบราณทั้งแปดตัวบนบานประตูอย่างไม่วางตา “สายเลือดคือกุญแจ มรรคจิตคือสิ่งชักนำ”
ภายใต้แสงสลัว อักษรเหล่านั้นเปล่งประกายสีเขียวประหลาด คล้ายพลังบางอย่างที่หลับใหลกำลังจับตามองนางอยู่เงียบ ๆ
แรงกดดันรอบด้านโถมเข้าใส่ราวคลื่นยักษ์ ทุกครั้งที่หายใจเข้า ราวกับกลืนใบมีดคมกริบลงไป ความเจ็บแสบร้อนแผ่ซ่านทั่วทรวงอก
ไป๋อิงสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณของตนกำลังเหือดหายอย่างรวดเร็ว ความเจ็บแปลบที่แล่นผ่านเส้นลมปราณทำให้นางต้องกัดฟันแน่น เหงื่อเย็นไหลผ่านแก้มซีดเซียว หยดลงบนพื้นเย็นเยียบ
เบื้องหลัง เหยียนจิ่วโยวยังคงเฝ้าอยู่ตรงนั้น ราวกับอสรพิษที่ซุ่มรอเหยื่ออย่างอดทน รอให้นางสิ้นหวังจนพังทลายไปเอง
หากเปิดประตูบานนี้ไม่ได้ นางก็จะถูกขังตายอยู่ที่นี่ กลายเป็นเหยื่อในกำมือของเจ้าปีศาจเฒ่าตนนี้
นางไม่มีทางถอยแล้ว
“จะปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้...” ไป๋อิงพึมพำกับตนเอง แววเด็ดเดี่ยววาบผ่านดวงตา
“สายเลือดคือกุญแจ... ต้องใช้เลือดหรือ?”
นางลองกรีดฝ่ามือ หยดเลือดสีแดงสดไหลจากปลายนิ้วลงสู่ร่องบนแม่กุญแจ ในชั่วพริบตา ลวดลายบนประตูสำริดพลันสว่างวาบเป็นแสงโลหิตเจิดจ้า ประตูทั้งบานส่งเสียงครางต่ำ ราวกับกลไกที่หลับใหลถูกปลุกให้ตื่น ทว่าประตูกลับยังแน่นิ่ง ไม่มีวี่แววว่าจะเปิดออกแม้แต่น้อย
