“ในที่สุด...” เสียงของนางแผ่วเบา ทว่ากลับทะลวงผ่านเสียงอึกทึกทั้งปวงอย่างน่าประหลาด ชัดเจนจนทุกคนได้ยิน “ก็มากันครบแล้ว”
ทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบกริบ
จากนั้นเสียงหัวเราะเยาะแหลมบาดหูก็ดังระเบิดขึ้น
“ฮ่า ๆ ๆ! ยัยเด็กนี่เสียสติไปแล้วกระมัง?”
“แค่หยวนอิงคนหนึ่ง กล้าพูดจาโอหังถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ทำราวกับกำลังรอให้พวกเรามากันครบอย่างนั้นแหละ”
“ความตายอยู่ตรงหน้าแล้วยังแสร้งข่มขวัญอีก!”
ยอดฝีมือขั้นหลอมสุญตาหลายคนยิ่งเผยสีหน้าเย้ยหยัน ชายชราเคราขาวผู้เป็นหัวหน้าส่ายหน้าพลางหัวเราะเยาะ “มดปลวกริอ่านกล่าววาจาไร้สาระ น่าขันสิ้นดี” เขาสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ แรงกดดันจากพลังวิญญาณสายหนึ่งก็ถาโถมลงมาจากเบื้องบน หมายบดขยี้ภูผาให้แหลกละเอียด
ทว่าในชั่วขณะที่สถานการณ์แขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้นเอง—
มิติรอบกายไป๋อิงพลันบิดเบี้ยวอย่างประหลาด เส้นลายสีเลือดสายแล้วสายเล่าพลันแผ่ขยายจากใต้เท้านางอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมีชีวิต แสงประหลาดชั่วร้ายวูบวาบบนลวดลายเหล่านั้น เพียงพริบตาก็ปกคลุมทั่วสมรภูมิ กักขังทุกคนไว้ภายใน
“พวกเจ้าคิดว่า...” เสียงของไป๋อิงพลันแหบต่ำ ทุ้มลึกก้องสะท้านชวนขนลุก “เหตุใดข้าจึงจงใจแสร้งตกหลุมพราง ตามเจ้าทึ่มไป๋เยี่ยนเฟิงมาที่นี่ แล้วเล่นละครกับพวกเจ้าอยู่นานถึงเพียงนี้?”
ไป๋เยี่ยนเฟิงซึ่งอยู่นอกค่ายกลได้ยินเช่นนั้นก็ราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าซีดเผือดในพริบตา “เจ้า...เจ้าพูดอะไร? เจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วหรือว่านี่เป็นกับดัก?” เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้! หากเจ้ารู้แต่แรกว่าที่นี่อันตรายถึงเพียงนี้ แล้วจะ...”
