เมื่อคำว่า “ศิษย์ของเจินเหรินมู่” หลุดออกมา ใครในที่นี้จะยังกล้าเชื่อไป๋อิงอีก?
แม้แต่ประมุขตระกูลเหยียนยังกล่าวกับไป๋อิงว่า “เจ้าไม่ใช่เซียนผู้ทรงเกียรติฝานเทียน เป็นเพียงศิษย์ของเขา ยังกล้ามาพูดจาเหลวไหลที่นี่อีกหรือ? ต่อให้เซียนผู้ทรงเกียรติฝานเทียนมาด้วยตนเอง ก็ยังไม่แน่ว่าจะกล้าพูดว่าตนรักษาคนได้เก่งกว่าเจินเหรินมู่”
กล่าวจบ เขาก็จ้องเหยียนเฟิงด้วยสายตาดุดัน โทษอีกฝ่ายที่พาไป๋อิงมาที่นี่
ใบหน้าของเหยียนเฟิงพลันเต็มไปด้วยความเสียใจ เขาได้ยินว่าผู้อาวุโสสี่เกิดเรื่อง จึงร้อนใจจนหาทางรักษาส่งเดช เลยไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลหลิน และคนของตระกูลหลินก็แนะนำไป๋อิงให้เขา
เขานึกว่าไป๋อิงเก่งกาจมาก ใครจะรู้ว่านางมาถึงก็พูดจาเหลวไหลเช่นนี้
บัดนี้เห็นไป๋อิงทำให้ศิษย์ของเจินเหรินมู่โกรธ เขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจนัก
เหยียนเฟิงมองไป๋อิงอย่างลำบากใจ ในใจคิดจะเชิญนางออกไปแล้ว
“ผู้บำเพ็ญไป๋ ไม่เช่นนั้นเจ้ากลับไปก่อนดีหรือไม่?”
ศิษย์ของเจินเหรินมู่ได้ยินเหยียนเฟิงพูดก็ยิ้มอย่างได้ใจ
เขาเดินไปตรงหน้าไป๋อิงแล้วกล่าวว่า “พวกท่านอย่าเพิ่งรีบไล่นางไปเลย ข้าอยากฟังความเห็นของนางเสียหน่อย ว่าเหตุใดถึงกล้าบอกผู้อาวุโสสี่ว่าอย่ากินยาของอาจารย์ข้า”
เมื่อศิษย์ผู้น้อยพูดจบ ทุกคนก็พากันมองไป๋อิงด้วยความสงสัย
ไป๋อิงกล่าวเสียงขรึมว่า “เพราะผู้อาวุโสสี่ไม่ได้ป่วย เขาแค่ถูกสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเกาะกิน สิ่งที่ต้องทำคือจับมันออกมาแล้วขับไล่ไป ไม่ใช่กินยาอย่างส่งเดช”
